วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553
สาวใช้ไฮเทค
เรื่องย่อ ละคร สาวใช้ไฮเทค
นล...หนุ่ม หล่อผู้อกหัก พลาดรักแล้วพาลเกลียดผู้หญิงทุกคน เขากลายเป็นคนเงียบขรึมเก็บตัว สาวสวยมากหน้าหลายตาผ่านมาให้เลือก แต่เขาก็เมินเฉย เสียจนน่าเป็นห่วง ปฏิบัติการ 'สาวใช้ไฮเทค' จึงเกิดขึ้น เมื่อน้องสาวแสนดีวางแผนกับเพื่อนรักคิดแผนรักที่จะทำให้นลกลับมามีความสุข สดชื่นได้อีกครั้งเรืองริน...คนงาม ผู้ร่าเริงแจ่มใส สาวน้อยที่มีชีวิตแสนสนุกต้องปลอมเป็นสาวใช้ไปใกล้ชิดกับชายหนุ่มสุดเท่ห์ เพื่อช่วยให้เขากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมา และต้องคอยเป็นแม่สื่อหาผู้หญิงที่เหมาะสมให้กับนล แม้ปฏิบัติการนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่น และแสนสนุก แต่จะเร็จหรือไม่...ต้องติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปความรักที่แสนจะอลเวงนี้กัน ได้ในเล่มเรื่องย่อละคร สาวใช้ไฮเทคนล รัศมีมาน (อรคพันธ์ นะมาตร์) ถูก รมณี (เปรมสินี รัตนโสภา) ว่าที่เจ้าสาวทิ้งไปกลางงานวิวาห์ โดยที่นลไม่รู้เลยว่าตลอดเวลาที่คบหาเป็นแฟนกับรมณีมาตลอด 10 ปี ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันนั้น รมณีแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ ศักดิ์ชัย (ธัญวิสิฎฐ์ เสียงหวาน) เพื่อนรักของเขาเอง และทั้งคู่ก็หนีไปด้วยกันในคืนวันแต่งงานของเขา รมณีทำทุกอย่างเพราะรักศักดิ์ชัยอย่างจริงใจ ทั้งสองหายตัวเงียบไปไม่ได้ข่าวคราว ทิ้งให้นลต้องทุกข์ระทม และค้างคาในใจ ที่เจ้าสาวหายตัวไปโดยที่ตนไม่ทราบสาเหตุ ทิ้งเพียงโน้ตสั้นๆ ที่กล่าวลา บอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้เป็นอันตราย หรือโดนลักพาตัว แต่เลือกที่จะทิ้งเขาไปไม่ใยดีสามเดือนต่อมา คุณกนกวรรณ (ดารัณ ฐิตะกวิน) แม่ของนล แสนจะกลัดกลุ้มกับสภาพของนล ที่แทบไม่เป็นผู้เป็นคน ปล่อยเนื้อปล่อยตัว หนวดเคราไม่โกน เอาแต่เมา ไม่ยอมพบเจอผู้คน บางคราวก็อาละวาดฉุนเฉียว นายเป็ด (ปราบ ยุทธพิชัย ) คนขับรถเก่าแก่ที่เป็นคนรับใช้คนสนิทก็ยังเข้าไม่ติด กระทั่ง นิยา (เอมี่ กลิ่นปทุม) น้อง สาวแท้ๆ ของนลก็ยังไม่สามารถช่วยนลได้ และสำคัญก็คือกิจการของห้างสรรพสินค้ากลางกรุง ‘ดรากอน มอลล์’ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่รุ่นคุณยายซึ่งนลได้รับมอบหมายให้ดูแลมาหลายปีก็ถูกน ลละเลยจนผลประกอบการช่วงไตรมาสที่ผ่านมาตกต่ำติดดิน กนกวรรณปรึกษากับ คุณยายชื่น (ดร.ปัทมาฆะ สุคนธมาน) ผู้เป็นแม่ของตนให้ทำอะไรซักอย่างก่อนที่นลจะแย่ไปกว่านี้ และก่อนที่กิจการห้างจะต้องถึงกับปิดตัว แต่ก็โดนคุณยายชื่นเอ็ดเอาว่าเป็นแม่ประสาอะไร ถ้าดูแลลูกชายไม่ได้ ก็หาคนอื่นมาดูแลซะ แต่กนกวรรณจนปัญญา ถึงกับเข้าหา อาจารย์คงเดช (สมชาย ศักดิกุล) หมอดูชื่อดังที่ร่ำรวยกับการดูดวงในแวดวงเศรษฐีไฮโซ นั่นทำให้คุณยายชื่นรู้สึกขัดใจ และหมดหวังกับการแก้ปัญหาอย่างงมงายของกนกวรรณ หนำซ้ำ อาจารย์คงที่ดูเหมือนจะจีบกนกวรรณเพราะหวังสมบัติ ยังพยายามจะยัดเยียด กิ่งกานต์ (ฐิตินันท์ สุวรรณถาวร) ลูกสาวสุดเปรี้ยว อารมณ์เหวี่ยง ให้มาดูแลนล แต่ลับหลังนล กิ่งกานต์ก็แสดงกริยาแย่ๆ ให้คุณยายชื่นจับได้ว่ากิ่งกานต์ไม่ได้คิดจริงใจกับนลในสภาพย่ำแย่นั้น คุณยายชื่นถึงกับเปรยกับ ป้าบัว สาวใช้เก่าแก่ประจำบ้านว่าตนจะต้องทำอะไรซักอย่างแล้วคืนนั้น คุณยายชื่น ต้องไปเป็นประธานงานการกุศลหาเงินก่อตั้งกองทุนสวัสดิภาพผู้ใช้แรงงาน โดยมีนิยาตามมาดูแล งานนั้นจัดแบบตั้งโต๊ะแถลงข่าวเล็กๆ ในห้องโรงแรม เรืองริน (วรัทยา นิลคูหา) เจ้าหน้าที่ฝ่ายให้คำปรึกษาเปลี่ยนชุดราตรีสวยเป็นชุดคนใช้ เพื่อให้เข้ากับคอนเสปท์ที่ช่วยเหลือเรื่องสวัสดิภาพแก่ลูกจ้างที่ไม่มี ประกันสังคม ในงานนอกจากเจ้าหน้าที่จะแต่งตัวเป็นวินมอร์เตอร์ไซค์ สาวใช้ และแม่ค้าแล้วยังมีสื่อมวลชนสำนักต่างๆ ให้ความสนใจร่วมทำข่าวด้วย นิยาแทบช็อกเมื่อพบว่าสาวในชุดคนใช้ปอนๆ ผมเผ้าไม่เซ็ทเป็นทรงคนนี้คือ ริน สองสาวคุยกันขโมงโดยมีคุณยายชื่นฟังอยู่อย่างสนใจว่ารินเป็นเพื่อนซี้กับนิ ยาตั้งแต่สมัยมัธยมที่ไม่ได้เจอกันนาน เพราะรินไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่จนจบมาทางด้านจิตวิทยาและทำงานอาสาฯ ช่วยเหลือให้คำปรึกษาผู้ประสบปัญหาล้มเหลวในชีวิต คุณยายชื่นฟังรินกับนิคุยกันไปพลางลอบมองลุคสาวใช้ของรินจนปิ๊งไอเดีย จินตนาการไปว่า เรืองรินนี่ละที่จะช่วยเหลือนลได้ จึงรีบทาบทามว่าจ้างให้เรืองรินปลอมเป็นคนใช้เพื่อดูแลนลในทุกๆ ทางให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนเสียที โดยเรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับ มีรู้กันเพียงแค่คุณยายชื่น นิยา และเรืองริน ห้ามแพร่งพรายไปแล้วถึงหูนลโดยเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นยิ่งทำให้นลโกรธเคือง และทุกอย่างจะพาลแย่ลง แต่เรืองรินไม่ได้อยากรับภารกิจนี้จนกระทั่งเมื่อเรืองรินพบว่า ชุติมา (นิตยา ปานะถึก) แม่ของตน และ เจตน์ (พงษ์ประยูร ราชอาภัย) ผู้ เป็นพ่อ ที่ทำกิจการร้านซักแห้งที่ต่างจังหวัดกำลังเดือดร้อนเพราะมีร้านซักแห้ง แฟรนไชส์เจ้าใหญ่มาเปิดใกล้ๆ จนเป็นหนี้เป็นสินถึงขั้นต้องจำนองบ้าน ในขณะที่ เรืองยศ (เจจินตัย อันติมานนท์) ผู้เป็นพี่ชาย ที่เป็นคนเนือยๆ ไม่เก่งอะไร แต่อยากพิสูจน์ตนเองด้วยการทำร้านซักแห้งในกรุงเทพฯ ก็กำลังประสบภาวะขาดทุนหนักเพราะถูกเกสร (นภัสศรณ์ มั่นวงษ์ศิริกุล) สาวใหญ่ผู้จัดการร้านจอมโลภโกง เรืองรินจึงต้องยอมรับข้อเสนอของคุณยายชื่น ที่ยินดีจะจ่ายหนี้ให้เรืองรินซึ่งรวมๆ แล้วเป็นเงินถึง 5 ล้านบาทแลกกับการทำงาน 3 เดือน เรืองรินเกรงใจนิยา บอกกับคุณยายชื่นว่า ในอนาคตจะหาเงินก้อนนี้มาคืน แต่คุณยายชื่นยืนยันว่าไม่ต้องการ หนำซ้ำถ้าเรืองรินทำให้นลกลับมาดีเหมือนเดิมได้สำเร็จ เธอจะตบรางวัลแถมให้อีกหนึ่งล้านบาทเรืองรินต้องโกหกเรืองยศ และ ดนุ (รัฐศาสตร์ กรสูต) แฟน หนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนรักกับเรืองยศว่าจะไปตระเวนทำงานอาสาเป็นเวลา 3 เดือน แต่เมื่อถูกซักไซร้แบบจี้ไม่ให้หายใจจากดนุ เรืองรินก็หลุดบอกสถานที่มั่วซั่ว ไม่รู้เหนือใต้ ทำให้ดนุแคลงใจ เก็บความสงสัยในพฤติกรรมของเรืองรินไว้ในใจคืนนั้นดนุทำเซอร์ไพรส์ด้วยดอกไม้ช่อใหญ่และแหวนหมั้น แต่เรืองรินไม่ตอบรับ เพราะอยากจะเคลียร์ภาระของตนในสามเดือนนี้ให้ลุล่วงก่อน ดนุใจแป้วไป ด้วยเซ้นส์ของคนเป็นแฟนกัน ดนุรู้ได้ทันทีว่าเรืองรินมีอะไรบางอย่างที่ปิดบังตนอยู่ก่อนเริ่มงานนิยารับเรืองรินไปช็อปปิ้งของใช้สำหรับสาวใช้คนใหม่ที่ ดรากอนมอลล์ของเธอ ระหว่างที่แยกตัวจากนิยามาเข้าห้องน้ำ ที่หน้าห้องน้ำหญิงเรืองรินมีเรื่องโต้เถียงกับนลโดยที่ไม่รู้ว่านลคือพี่ ชายของนิยา เพราะสารรูปโทรมๆ ดูไม่ได้ ทำให้เรืองรินเข้าใจว่านลเป็นพวกโรคจิต เลยคว้าเอาไม้ม็อบที่หยิบได้แถวนั้นตีเอา เมื่อเจอหน้ากันอีกทีที่บ้านรัศมิมานของนล เรืองรินถึงกับหงายหลังพูดไม่เป็นภาษาขณะถูกนลสัมภาษณ์ นลรับเรืองรินไว้เพราะหมั่นไส้ อยากจะเอาคืน วันแรกของการเป็นคนใช้ รินจึงเจอแต่งานหนักๆ เพราะนลกะเอาคืนที่โดนตีกบาลหน้าห้องน้ำ แถมยังต้องวิ่งหนีกระบองรปภ. เพราะรินตะโกนว่าตนเป็นพวกลามก โรคจิตเรืองรินเริ่มภารกิจสาวใช้ไฮเทคหวังช่วยคุณยายชื่นที่มีบุญคุณกับเธอและครอบ ครัวอย่างเต็มที่ เริ่มต้นด้วยการแอบเข้าไปเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของนล ตั้งแต่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ในห้องนอน อย่างที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าแหยมนลมาก่อน จากที่เคยแต่งตัวด้วยโทนสีทึมหม่น วันหนึ่งนลต้องกัดฟันกรอดเพราะเปิดตู้เสื้อผ้า เจอแต่เสื้อผ้าใหม่ สีสันสดใส แบบที่เขาไม่ใส่เด็ดขาดโดยเสื้อผ้าสีทึมๆ ของเขาถูกรินโละทิ้งเกลี้ยงตู้ นลประกาศลั่นกับนายเป็ดว่าให้หาตัวการมาให้ได้ นายเป็ดจนปัญญาเพราะนิยาสั่งไว้เช่นกันว่าห้ามยุ่ง รินรุกหนักถึงขั้นเอาแว่นสายตากรอบดำหนาที่นลใส่ประจำไปทำลายเพื่อให้ นลเปลี่ยนมาใส่คอนแท็คเลนส์ซึ่งนลก็มีอยู่แล้ว นลแค้นใจที่รู้ดีว่าเป็นฝีมือใครแต่ก็ทำอะไรเรืองรินไม่ได้จนกระทั่งนลมาฟิวส์ขาดเอาเมื่อเห็นรินกำลังเปลี่ยนรูปในกรอบที่เป็นรูปคู่ ของนลกับรมณีเป็นภาพวิวชายหาดเห็นร่มหรือเตียงผ้าใบสีฉูดฉาดสดใส ทำให้นลโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง รินก็ย้อนว่าเธอพยายามช่วยให้นลเริ่มต้นชีวิตใหม่ และลืมอดีตที่ขมขื่นซะ นลก็ย้อนเอาว่าแล้วใครบอกเธอล่ะว่าฉันอยากลืม รินพูดจี้ใจดำจนนลโกรธเกือบจะลงไม้ลงมือ ดีที่กนกวรรณกับนิยามาเห็นซะก่อน รินเกือบจะถอดใจไม่อยากช่วยนลเพราะชิงชังความไม่เป็นสุภาพบุรุษของนล แต่คืนหนึ่งรินบังเอิญเห็นนลในสภาพเศร้าหมอง น้ำตาร่วงขณะจ้องมองรูปคู่ของเขากับรมณี มีขวดเหล้าที่เกือบหมดวางอยู่ รินรู้สึกสงสารระคนเห็นใจ เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นด้านที่อ่อนไหวและอ่อนแอของนล หลังจากที่เจอมาแต่ด้านหยาบ ดุ กระโชกโฮกฮากของเขามาโดยตลอดรินกลับมาฮึดสู้และรุกหนักจนปฏิบัติการภาคแรกผ่านฉลุย นลเปลี่ยนการแต่งกายภายนอกไปแทบจะเป็นคนละคน คุณยายชื่น และนิยาภูมิใจในตัวรินมาก ขณะเดียวกันกิ่งกานต์ก็ตามจับนล อย่างออกนอกหน้า ด้วยนิสัยทั้งวีน ทั้งเหวี่ยง กิ่งกานต์ต้องปะทะกับรินอยู่เนืองๆ เพียงแต่รินก็ทำให้กิ่งกานต์รู้ซึ้งว่า เธอไม่ใช่คนใช้ซื่อบื้อ ที่จะยอมให้กิ่งกานต์โขกสับอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว ตรงกันข้าม รินยังสวนเอากิ่งกานต์หงายเงิบไปแทบทุกครั้งเมื่อเห็นว่าริน เป็นคนโปรดของคุณยายชื่น ทำให้ป้าบัว คนใช้เก่าแก่จอมเฮี๊ยบ ก็ยิ่งหาทางจับผิดริน แต่รินก็ยังมี อ่อน สาวใช้ซื่อๆ เอ๋อๆ ไม่ค่อยมีความรู้ คอยช่วยเหลือ เพราะซาบซึ้งที่รินปฏิบัติต่อตนดี ไม่ดูถูก หรือโขกสับอย่างที่เธอมักจะเจอภารกิจต่อไปของรินก็คือการดึงนลให้กลับไปใส่ใจกับงานบริหารห้างสรรพสินค้า ดราก้อน มอลล์ให้ได้ รินพยายามพูดดีๆ หว่านล้อม แต่ไม่ได้ผล จึงต้องใช้การปะทะคารม ดูถูกเหยียดหยามนล จนนลปรี๊ดขึ้น กลับมาทำงานเพื่อที่จะให้รินหุบปาก เลิกดูหมิ่น เยาะเย้ยตน แต่นลก็แก้เผ็ดรินด้วยการจิกรินให้ตามไปรับใช้เขาที่ห้างด้วย วันแรกของการที่ไปห้างสรรพสินค้า รินก็ดวงแตกไปเจอเอาดนุ และกลุ่มเพื่อน 3 สาวที่สนิทกันมานาน ทั้งแพรวรุ่ง (สิชา ศรีทองสุข) สาวห้าวขาลุย ตัวนำการเม้าธ์ ทิพปภา (อนันญญา โตแสงชัย) จอมเสนอไอเดีย เจ้าแห่งโปรเจกต์ และ เจนนี่ (เพชรชนก ณ ลำปาง) คุณ หนูระวัง ที่กลัวและระวังไปซะทุกอย่าง รินออกอาการอึกๆ อักๆ ตอบไม่ได้ที่ตนแต่งตัวปอนๆ แบบคนใช้ แถมหิ้วกระเป๋าที่เห็นได้ชัดว่าเป็นกระเป๋าผู้ชาย รินแสดงพิรุธหนักจนเอาไม่อยู่จึงหาจังหวะเผ่นหนีไปไม่มีปี่มีขลุ่ย ดนุปรับทุกข์กับแก๊งค์สามสาวว่าเขาชักสงสัยในพฤติกรรมของริน ลึกๆ กลัวไปถึงว่ารินจะแอบคบผู้ชายคนอื่น เนื่องจากไปพ้องกับการที่รินไม่รับหมั้นตน อ้างว่าจะเดินทางไปตระเวนทำงานทั่วประเทศ แต่ก็เห็นอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่จะๆ สามสาวออกความ เห็นไปต่างๆ นาๆ ตามแบบฉบับของแต่ละคน ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรดนุเลย แต่สาวๆ ก็รับปากว่าจะช่วยดูให้ ถ้ามีอะไรจะส่งข่าวถึงกันกนกวรรณโล่งใจอย่างแรงที่นลดีขึ้น ไพล่ไปคิดว่าเป็นผลจากการตระเวนทำบุญสะเดาะห์เคราะห์ 99 วัดของตนตามคำแนะนำของอาจารย์คง อาจารย์คงไซโคกนกวรรณว่าจะมีอุบัติเหตุครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับครอบครัว ถ้าไม่รีบหาคู่ให้นลรีบแต่งงานเสีย เมื่อกนกวรรณถามถึงลักษณะเนื้อคู่ที่เหมาะกับนล อาจารย์คงก็ร่ายยาวถึงลักษณะของ กิ่งกานต์ ลูกสาวของตนล้วนๆทางด้านรมณีหลังจากที่เลือกทางเดินชีวิตคู่กับศักดิ์ชัย ทุกอย่างก็ลุ่มๆ ดอนๆ ยามมีเงินก็มีมากมายแต่บทจะหายเงินนั้นก็ละลายไปในพริบตา ถึงอย่างนั้นรมณีก็ยังชื่นชมศักดิ์ชัยที่หาเงินเก่ง ไม่รู้เลยว่าเงินนั้นได้มาจากการเล่นพนันล้วนๆ วันหนึ่งขณะกำลังเพลิดเพลินไปกับการช็อปปิ้งกระเป๋าใบหรูแพงระยับ แต่เมื่อรูดเครดิตการ์ดก็ต้องหน้าแตก ที่พนักงานแจ้งว่ามีวงเงินไม่พอ โทรไปเช็คก็พบว่าวงเงินถูกเบิกไปหมดแล้ว รมณีกลับไปโวยศักดิ์ชัย ศักดิ์ชัยปากหวานว่าเอาไปใช้จ่ายจำเป็น และเอาไปซื้อต่างหูให้รมณี รมณีเคลิ้มอยู่พักหนึ่งแต่ซักไปซักมาก็จับได้ว่าศักดิ์ชัยติดการพนันขั้น หนัก จากนั้นมาทั้งสองก็ทะเลาะกันอย่างคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันด้วยความโลภ เมื่อเงินหมด ความรักก็จางตามไป ศักดิ์ชัยปฏิเสธที่จะหางาน หาเงินเลี้ยง หนำซ้ำยังตะโกนใส่รมณีว่า ให้หัดฉลาด ใช้นลที่ตามืดบอดหลงรักรมณีให้เป็นประโยชน์ พร้อมทั้งด่าว่ารมณีโง่ที่มีโอกาสได้แต่งงานกับนลแล้ว แทนที่จะคิดปอกลอก ดันหนีมาหาเขา รมณีตะโกนใส่ว่า ก็เพราะเธอรักศักดิ์ชัย นึกว่าศักดิ์ชัยจะซาบซึ้งกับความรักที่ตนมีให้ แต่ศักดิ์ชัยกระแทกว่าซาบซึ้งที่ตอนนี้ไม่มีกินน่ะสิ ถ้าเป็นไปได้ จะจับรมณีใส่ตะกร้าล้างน้ำ ไปเสนอไอ้โง่นลมันอีกครั้งรินยังคงเดินหน้าทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างตั้งใจ บ่อยครั้งที่เธอสร้างเหตุบังเอิญต่างๆ เพื่อละลายพฤติกรรมเย็นชาเป็นภูเขาน้ำแข็งของนล เช่นแกล้งตกน้ำโดยที่ตรงนั้นมีนลอยู่เพียงคนเดียว นลกระโดดลงไปช่วยตามสัญชาติญาณลูกผู้ชาย พอรู้ว่าเสียทีให้เรืองรินนลก็โกรธมาก เริ่มรู้ว่าเรืองรินมีลับลมคมใน ไม่ใช่เด็กบ้านนอกธรรมดาๆ รินได้ใจหลังจากทดสอบแล้วว่านลไม่ได้มีนิสัยแย่แต่เพียงแค่สร้างกำแพงขึ้น เพราะสูญเสียความมั่นใจที่ถูกรมณีทิ้งก็เท่านั้น และกำแพงนั้นเรืองรินก็ต้องทะลายลงให้จงได้ แต่อุปสรรคก็ไม่ได้น้อยลงเลย กิ่งกานต์ยังคงปะทะกับรินบ่อยๆ จนเก็บความแค้น จะดักตบที่หน้าร้านอาหารตามสั่งของ คิตตี้ (นิทัศน์ ธำรงค์) แต่ ดวงของรินยังแข็ง เมื่อแก๊งค์สามสาว แพรวรุ่ง ทิพปภา และเจนนี่ เห็นรินถูกรุม ก็ช่วยลุยกิ่งกานต์กระเจิงไป รินแทบช็อก กลัวเพื่อนๆ จะทำความแตก แต่โชคดีที่ตอนตบชุลมุน กิ่งกานต์เอาอาหารโปะหน้าริน ซะยับเยินจำไม่ได้ รินรีบเดินหนีเพื่อนๆ ออกมา ก่อนจะโดนจับได้วันหนึ่งในห้างสรรพสินค้า นลบังเอิญได้เห็นรินกำลังบอกทาง และพูดคุยกับฝรั่งอย่างฉาดฉาน เป็นธรรมชาติ แต่รินยังหัวไว พอเห็นหางตาว่านลโผล่มา ก็ทำเป็นพูดภาษาฝรั่งเป็นคำมั่วๆ สำเนียงแย่ๆ แบบสเน๊กๆ ฟิชๆ แปลตรงๆ เพี้ยนๆ แบบภาษาอังกฤษซับนรก เอาตัวรอดมาได้ แต่รินก็พลาดไปจนได้ที่เผลอเข้าเฟซบุ๊ค ทักทายกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม โดยไม่เห็นว่านลมายืนข้างหลัง นลเลยสอบปากคำรินยกใหญ่ และพบว่าเจอรุกไล่ถามหนักๆ เข้า รินก็ตอบประวัติการศึกษาของตนผิดไปจากครั้งก่อนๆ นลเริ่มสงสัยในตัวรินมากขึ้น ประกอบกับที่ กุ๋งกิ๋ง (แคทลียา พันธ์ครุฑ) เลขาจอมเป๋อของนล มีปัญหาเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ได้รินแก้ไขให้ปรื๊ดเดียวเสร็จ จนกุ๋งกิ๋งแอบแซวว่าเป็น สาวใช้ไฮเทคทางด้านเรืองยศ หลังจากถูกเกสรโกงเงินไปครั้งหนึ่งก็ยังไม่เข็ด ดันหลงคารมเกสรที่ชวนควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน แล้วก็ถูกเกสรดูดเงินที่เรืองรินหามาใช้หนี้ให้จนเกลี้ยง รินรู้ก็ปรี๊ดแตก หลังเล่นงานเรืองยศเสร็จก็ตามไปฉะเกสร แล้วไปเจอรมณีซึ่งเป็นหลานของเกสรเข้า รินจำได้แม่นว่ารมณีคือคนในรูปคู่กับนล แต่รมณีไม่รู้ว่ารินเป็นใคร เธอวีนใส่รินที่กล่าวหาว่าน้าสาวโกงจนมีเรื่องตบตีกับริน รินซัดรมณีจนรมณีไม่มีโอกาสแม้แต่จะแตะตัวริน รมณีกรี๊ดลั่นประกาศจะเอาคืนเมื่อไรก็ตามที่เจอหน้าริน จนกระทั่งครั้งหนึ่ง นลเดินอยู่กับริน เฉียดกันไปกับรมณี เกือบจะได้เจอหน้ากันชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด รมณีแอบมองนลห่างๆ แปลกใจรินที่หน้าเหมือนคนที่เคยมีเรื่องกันที่ร้านเกสร แต่ทำไมแต่งตัวเป็นสาวใช้ราวกับเป็นคนละคนในวันมีเรื่อง ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นคือสาวใช้อะไรกล้าพูดกล้าคุยกับนลอย่างสนิทสนมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรืองรินกับนลจะดูสนิทกันขึ้น แต่ก็ยังมีหลายครั้งที่กิ่งกานต์โดนรินลบเหลี่ยมต่อหน้า จึงกลั่นแกล้งคืนด้วยกลเม็ดตื้นๆ โดยเอานาฬิกาข้อมือเรือนหรูของตนไปซ่อนใต้ที่นอนของริน แล้วใส่ร้ายว่ารินเป็นหัวขโมย ทำให้รินถูกนลตำหนิอย่างแรง แต่รินก็ด่าย้อนเอา ว่าถ้าขืนเชื่อลูกไม้ตื้นๆ อย่างงี้ ก็คงบริหารห้างสรรพสินค้าไม่เจริญ นลโกรธรินมาก ทะเลาะกันใหญ่โต ดีที่นิยามาช่วยห้ามไว้ได้รินเคืองกับนล พอดนุโทรมานัดเจอจึงแอบออกไปทันที ดนุพยายามสืบถามว่ารินกำลังทำอะไรอยู่ ถึงได้ดูลับๆ ล่อๆ และเมื่อแยกย้ายกันกลับ ดนุแอบสะกดรอยตามรินไปจนถึงบ้านนล พอดีกับที่นลออกมาเห็นแล้วรู้สึกขัดใจ นลประหลาดใจกับความรู้สึกตัวเองที่ดันไปหึงหวงสาวใช้ที่มีแฟนมาส่ง พอรินก้าวเข้าบ้าน นลจึงปรากฏตัวขึ้นหาเรื่อง รินยังกรุ่นๆ เรื่องที่นลเข้าข้างกิ่งกานต์จึงพูดยั่วโทสะจนนลเผลอใจจุมพิตริมฝีปากริน นิยาเข้ามาเห็นก็ช็อคนะจังงังไป นลกับรินรีบผละออกจากกัน แต่รอยจุมพิตนั้น ก็ทำให้สาวใช้อย่างรินเผลอให้ความรู้สึกดีๆ และมีใจให้กับเจ้านายอย่างนลไปซะแล้วดนุนัดนิยามาทานข้าวหลังจากแน่ใจว่ารินไปเป็นสาวใช้ที่บ้านนิยา นิยาดีใจมาก เพราะแอบมีใจให้ดนุอยู่ แต่ไม่กล้าคิดเพราะเป็นแฟนเพื่อนสนิท แถมเมื่อเห็นรินจุมพิตกับนล นิยาจึงกล้ารับนัด แต่ปรากฏว่าดนุเอาแต่สอบถามคาดคั้น ถึงการที่รินปลอมตัวเป็นคนใช้อยู่ในบ้านของนิยา นิยาเสียงแข็งไม่ตอบ อ้างว่าเป็นกิจธุระของคุณยายตน ตนเป็นเด็กไม่อาจแพร่งพรายธุระของคุณยายได้ ดนุจึงบอกว่า ดีล่ะ ถ้างั้นเขาจะสืบหาความจริงเอง นิยาชักแม่น้ำทั้งห้ามาห้ามดนุก็ไม่ฟังวันต่อมา รินแทบช็อค ที่เห็นดนุเดินเข้ามาในบ้าน นลสั่งให้รินคอยดูแลน้ำท่าให้กับแขกคนนี้ที่อ้างว่าจะมาพูดคุยเรื่องเหมา เช่าพื้นที่ค้าขายในดราก้อนมอลล์ นลจับสังเกตเห็นว่ารินดูแปลกๆ ลนๆ เทน้ำหกน้ำล้นมั่วไปหมด คืนนั้นรินต้องรีบออกไปชี้แจงความจริงกับดนุและแก๊งค์สามสาว แพรวรุ่ง ทิพปภา และเจนนี่ยิ่งนานวัน ความสัมพันธ์ของนล กับริน ก็พัฒนาขึ้น ในขณะที่ กนกวรรณ เริ่มขัดหูขัดตาอย่างแรง หนำซ้ำยังได้ยินเข้าหูบ่อยๆ จากกิ่งกานต์ว่าลูกชายของตนกำลังให้ความสนิทสนมกับริน จนเกินนายกับบ่าว กนกวรรณกับกิ่งกานต์ และป้าบัวจึงต้องคอยร่วมมือกัน ขัดขวางกลั่นแกล้งริน โดยมีนิยากับคุณยายชื่น และอ่อน เป็นฝ่ายปกป้องรินในการเจอกันครั้งหนึ่งของดนุ กับริน ดนุทวงถามเรื่องการแต่งงาน รินปัด บ่ายเบี่ยงที่จะตอบ และเมื่อดนุพยายามกอด ถูกเนื้อต้องตัวกลับทำให้รินรู้สึกว่า ความรู้สึกรักที่เคยมีต่อดนุได้จืดจางลงไปแล้ว รินถึงกับปรึกษาเรื่องนี้กับนิยา ที่พูดปลอบรินว่าอย่าคิดมากไป ทั้งที่ในใจ แทบจะร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ เพราะนิยาหลงรักในตัวดนุมานาน จนอดคิดไม่ได้ ว่าอยากจะเชียร์รินให้เลิกกับดนุ แล้วมารักกับ นล พี่ชายตนซะให้รู้แล้วรู้รอด

วันหนึ่งป้าบัว พา ไข่ตุ๋น (ด.ญ.ชนิกานต์ ตังกบดี) หลาน สาวช่างฉอเลาะ น่ารักวัย 5 ขวบ ด้วยความช่างถาม และไร้เดียงสา ไข่ตุ๋นกลายเป็นตัวเร่งให้ความสัมพันธ์ระหว่างนลกับริน ยิ่งเติบโต ใกล้ชิดกันมากขึ้น วันที่พาไข่ตุ๋นไปสวนสนุก ไปทานไอศกรีม พนักงานขายต่างพากันทักว่า พ่อแม่ลูกครอบครัวนี้น่ารักจัง เล่นเอารินยิ้มแก้มปริ ทั้งปลื้มทั้งขวยเขิน แต่ขากลับ กำลังจะเข้าบ้าน ก็เจอฝนเทลงมา ไข่ตุ๋นไม่สบาย นลกับรินต่างช่วยกันเฝ้าด้วยความเป็นห่วง ป้าบัวก็เริ่มรู้สึกดีกับรินมากขึ้นที่ช่วยดูแลหลานตนใกล้วันเกิดของคุณยายชื่น คุณยายชื่นกับนิยา ปรึกษากัน แล้วตกลงกันว่า จะไปจัดปาร์ตี้ที่รีสอร์ตสวยริมทะเล เพราะคุณยายชื่น อยากเห็นลูกหลานทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน นิยาหาเรื่องชวนดนุไปด้วย ดนุรีบตอบตกลง เพราะเขาเองก็คิดถึง และอยากจะมีโอกาสอยู่ใกล้ๆ กับรินทางด้านรมณีกับศักดิ์ชัย ที่เริ่มจะอยู่นิ่งไม่ได้ เพราะศักดิ์ชัยถูกขู่จากคนทวงหนี้ของโต๊ะบอล ที่จะเล่นงานศักดิ์ชัยถึงตาย เพราะความรักที่มืดมัวตาบอดของรมณี รมณีจึงตัดสินใจจะกลับไปหานลอีกครั้ง เพื่อที่จะหาทางแต่งงานกับนล เพื่อปอกลอกทรัพย์สินของนล มาใช้หนี้ให้กับศักดิ์ชัยนลกับรินช่วยกันแพลนเซอร์ไพรส์งานวันเกิดให้คุณยายชื่น มีจังหวะหนึ่งที่รินเซเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดนลโดยไม่ตั้งใจ นลอดใจไม่ไหว หอมแก้มรินไป ทั้งสองมองตากัน รู้อยู่แก่ใจว่ามีความรู้สึกดีๆ ให้กันมากมายขนาดไหน แต่เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น และเมื่อเปิดประตู นลก็แทบช็อค เมื่อพบว่าคนที่มาหาตนก็คือ...รมณี!รินหาทางหลบหน้ารมณีอยู่ตลอดแต่แล้วก็ปะหน้ากันจนได้ โชคเหมือนเข้าข้างรินเมื่อรมณีแค่หัวเราะเยาะว่ารินน่าสมเพชที่หมดตัวถึงกับ ต้องมาหากินด้วยอาชีพขี้ข้า สองคนมีเรืองตบตีกันอีก แต่คราวนี้รินต้องออมมือจนเป็นฝ่ายเสียเปรียบถูกรมณีตบคืนจนสาใจนลรู้สึกสับสนและเคว้งคว้าง แน่นอนว่าในใจเขายังรักรมณีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่พิษจากความเจ็บปวดของการโดนทิ้งกลางงานวิวาห์ ทำให้เขาเจ็บแค้นฝังใจ ในขณะที่รินเองก็สับสนอยู่เช่นกัน เพราะรู้ดีว่าชายที่ตนกำลังมีใจให้คนนี้ ยังมีใจรักรมณีอยู่มากขนาดไหน แม้นลจะทำพฤติกรรมร้ายๆ เข้าใส่รมณี ลึกๆ ก็เพื่ออยากให้รมณีทิ้งตนไป เพราะรู้ตัวว่าตนใจไม่แข็งพอจะทิ้งรมณีไป แม้เธอจะเคยทำเขาไว้เจ็บปวดสักเท่าใดก็ตามคุณยายชื่น เคยเห็นนลหลานรักเสียใจจนไม่เป็นผู้เป็นคนเพราะรมณีมาแล้ว ประกอบกับการได้ยินรมณีแอบคุยโทรศัพท์กับศักดิ์ชัย ทำให้คุณยายชื่นคิดจะกีดกันอย่างสุดตัว โดยการมอบหมายภารกิจให้ริน จัดการยังไงก็ได้ให้รมณีออกห่างนลซะ และด้วยภารกิจนี้ ทำให้รมณีเกลียดรินอย่างเข้าไส้ที่เหมือนจะเป็นตัวขัดลาภของตน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการตีสองหน้า และแสร้งทำตัวเป็นคนดีของรมณี เธอแกล้งโกหก อ้างเหตุผลว่าเธอป่วยเป็นโรคร้าย โดยมีศักดิ์ชัย ช่วยร่วมในการหลอกลวงครั้งนี้ ศักดิ์ชัยโกหกนลว่ารมณีตรวจพบว่ามีเนื้องอกที่อาจเป็นมะเร็ง จึงหนีงานวิวาห์ไป เพราะไม่อยากทำให้นลเสียใจ แต่พอเข้ารับการรักษาจนหาย จึงกลับมาหานลอีกครั้ง ได้ฟังเพียงแค่นี้ทั้งนล กนกวรรณ หรือแม้แต่คุณยายชื่นก็ให้การยอมรับรมณีเป็นอย่างดี ทิ้งให้รินต้องทนกล้ำกลืน ความรู้สึกเหมือนคนอกหักที่เสียความรักไป มีเพียงนิยาคนเดียวที่พอจะรับรู้ความรู้สึกของรินตรงจุดนี้ แต่รินก็แสร้งทำปากแข็งว่าไม่เป็นไร ไม่บอกใครว่าตนเจ็บปวดแค่ไหนวันเกิดคุณยายชื่น ทุกคนในบ้านพากันไปที่รีสอร์ตสวยริมทะเล โดยมีดนุตามไปด้วย ไข่ตุ๋นก็ติดสอยห้อยตามไป แต่พอได้เล่นกับรมณีที่แอบตวาดใส่ และเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานรักเด็กเมื่ออยู่ต่อหน้านล ทำให้ไข่ตุ๋นไม่ชอบหน้ารมณี ขณะที่กำลังจะทานข้าวกลางวันกันริมชายหาด นลใช้ให้รินไปตามรมณี รินไปตามที่ห้องแต่ไม่เจอจึงเดินหารมณีแล้วเจอรมณีแอบคุยกับศักดิ์ชัยซึ่ง ขับรถตามมาเพื่อเค้นรมณีให้หาทางหลอกเอาเงินนลขึ้นมาก่อนซักห้าแสน เพราะเพิ่งโดนคนทวงหนี้ ตบสั่งสอน และขู่หมายหัวไว้ ศักดิ์ชัยจึงรับปากสุ่มๆ ไปว่าวันนี้จะหาเงินมาให้ก้อนหนึ่งก่อน รินได้ยินเรื่องราวแล้วรู้สึกเจ็บแทนนลจึงรีบวางแผนให้นลมาเห็นทุกอย่างด้วย ตาตัวเอง รมณีไหวตัวทัน ซ้อนแผนให้นลไปเห็นรินกับดนุแอบพบกันสองต่อสองแทน นลเมินหน้าหนีภาพที่เห็นและชิงชังตัวเองที่ตาต่ำคิดอะไรกับคนใช้อย่างรินรินต้องทนฝืนใจ คอยรับใช้รมณีกับนลที่เล่นน้ำทะเลหยอกล้อหวานชื่นกันอยู่ ดนุพยายามเข้าใกล้ริน เขารับรู้ว่ารินแปลกๆ ไป ไม่รักเขาเหมือนเดิม จึงพยายามหาโอกาสคอยเอาใจใกล้ชิด แต่ก็ตกอยู่ในสายตาของนล นลก็แปลกใจที่ตัวเองมีอารมณ์หึงหวงเล็กๆ เกิดขึ้นมา จนมีเรื่องราวทะเลาะกับดนุ เพราะนลด่าริน หาว่ารินเป็นสาวใช้ที่หวังเอาตัวเข้าแลก เพื่อยกระดับตัวเอง ดนุทนไม่ไหวก็เกิดซัดกันคนละหมัดเพราะรู้ดีว่ารินไม่ได้เป็นอย่างที่นลพูด หนำซ้ำรินไม่ได้สนใจเค้าแล้วต่างหาก นิยาเข้ามาสงบศึกไว้ได้ทัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของคุณยายชื่นตลอดเวลา คุณยายชื่นอ่านเกมส์ออกอย่างง่ายดายว่าหลานชายท่านเกิดตกหลุมรักรินสาวใช้ ไฮเทคเข้าแล้วเวลาเย็น ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการตระเตรียมบาร์บีคิวปาร์ตี้ สำหรับวันเกิดคุณยายชื่น นลฝากให้รมณีดูแลไข่ตุ๋น แต่รมณีไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยให้ไข่ตุ๋นเอาห่วงยางเป่าลมไปเล่นน้ำทะเลบริเวณที่ลึก เมื่อรินมาถามหา รมณีบอกว่าเล่นห่วงยางอยู่ในทะเล แต่เมื่อมองไป เหลือแต่เพียงห่วงยางลอยอยู่ รินรีบกระโจนว่ายน้ำไปช่วย นลวิ่งมา รมณีรีบสวมรอย ลงน้ำไปอุ้มไข่ตุ๋นขึ้นมา พร้อมดุด่าริน ว่าพาไข่ตุ๋นไปเล่นที่ลึก จนเด็กจมน้ำเกือบตาย รินที่เหนื่อยแทบขาดใจ กลับโดนนลด่าเสียๆ หายๆ หาว่าไม่รับผิดชอบถ้าไม่ได้รมณี เด็กคงตายไปแล้ว รินพยายามจะอธิบายก็ยิ่งเจอด่า จนเธอฉุนเดินออกมาปาร์ตี้ฉลองวันเกิดริมหาดคืนนั้น รมณีฉวยโอกาสคิดรวบรัด ด้วยการหลอกชนแก้วเหล้ากับนล โดยแก้วตนแอบเทน้ำชาเขียวแทน พอนลเมาไม่ได้สติ ก็จัดฉากให้นลนอนเปลือยกายอยู่กับตน จนเช้ามา ก็จ้างพนักงานรีสอร์ตให้ตามคุณกนกวรรณมา กนกวรรณมาถึงก็กรี๊ดลั่นหาด รินและทุกคนตามมาดู ก็ได้เห็นภาพที่รมณีเปลือยอยู่ใต้ผ้าห่มกับนล รมณีแกล้งร้องไห้ ให้ทางผู้ใหญ่ดำเนินการเรื่องแต่งงานซะ กนกวรรณรับปากจะจัดการให้รินเสียใจ อยากจะหนีหน้า ไม่อยากรับจ้างทำภารกิจให้คุณยายชื่นอีกแล้ว ขากลับจากรีสอร์ตจึงแวะไปหาเจตน์และชุติมาผู้เป็นพ่อและแม่ซึ่งเปิดร้านซัก แห้งอยู่จังหวัดนั้น แต่เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ยังย่ำแย่อยู่เช่นเดิมถึงกิจการซักแห้งพอจะ กระเตื้องดีขึ้นบ้าง แต่บ้านที่จำนองใช้หนี้ก็ใกล้จะโดนยึดเต็มที รินจึงต้องกลับมาทำหน้าที่สาวใช้ไฮเทคต่อไปที่กรุงเทพฯ ดนุพยายามมาออดอ้อน ง้องอน ขอร้องรินให้โอกาสเขาบ้าง รินกำลังเสียใจ จึงให้เวลาสนิทสนมกับดนุอีกครั้ง แต่ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกในใจว่า กระทั่งอยู่ใกล้ชิดดนุ แต่ใจของเธอก็ยังคิดถึงแต่นล คนเดียวเท่านั้น นลเองก็เช่นกัน กระทั่งอยู่อิงแอบเคียงข้างรมณี เขาก็ยังรู้สึกคิดถึงรินอยู่บ่อยๆ จนรมณีเริ่มรู้สึกว่านลพูดถึงรินด้วยสายตาชื่นชม และชอบพอในตัวรินคืนนั้น ดนุทนไม่ไหว ต้องจับเข่าคุยกับรินว่าคิดยังไงกับตนกันแน่ รินยอมรับว่าความรู้สึกของเธอที่มีต่อดนุได้เปลี่ยนไปเป็นเพียงแค่เพื่อน แล้ว ดนุเสียใจมาก แต่ก็ได้นิยามาคอยดูแล จนทำให้ดนุเริ่มมองนิยาในอีกมุมหนึ่งรมณีเริ่มออกลาย วางแผนให้นลเห็นว่าเธอต้องใช้เงินก้อนหนึ่งเพื่อไปหาหมอเรื่องโรคร้ายที่เคย โกหกทุกคน นลแอบเซ็นเช็คให้โดยไม่ให้รมณีรู้ รมณีพอได้รับเงินก็ตีหน้าเศร้าเล่นบทนางเอก ขอคืนเช็คให้นล จังหวะนั้น โทรศัพท์มือถือของรมณีดังขึ้น นลเห็นชื่อศักดิ์ชัยและรูปใบหน้าของเพื่อนซี้ตนบนหน้าจอมือถือรมณี รมณีแสร้งทำเป็นกดรับคุยแล้ววางหู บ่นว่าพวกขายประกันโทรมา น่าเบื่อจริงๆ นลรู้ว่ารมณีโกหก แต่ก็เก็บไว้ในใจ เพราะอยากจะรู้ให้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่นลเรียกใช้นายเป็ดให้คอยขับรถสะกดรอยตามรมณีไป เพราะรมณีพอได้เช็ค ก็ร้อนรนจะออกจากบ้านอย่างน่าสงสัย นลสะกดรอยตามไปจนได้พบความจริง ว่ารมณีเอาเช็คมาให้ศักดิ์ชัย และจากการแอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่ ก็ทำให้รู้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน นลบันดาลโทสะ พุ่งเข้าไป ชกต่อยศักดิ์ชัยด้วยความแค้นที่สะสมมานาน ศักดิ์ชัยสู้ไม่ได้เป็นฝ่ายรับหมัดของนลอยู่ข้างเดียว แต่นลก็ต้องช็อค เมื่อรมณียกปืนมาจ่อตน พร้อมเปิดใจสารภาพว่าตนรักศักดิ์ชัยมาตั้งแต่เราสามคนยังเป็นกลุ่มเพื่อนใน มหาวิทยาลัย ศักดิ์ชัยแย่งปืนมา รมณีไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ศักดิ์ชัยขอสวมรอยจับตัวนลไว้เรียกค่าไถ่ซะ โดยโทรไปที่บ้านนล คุณยายชื่นถึงกับเป็นลม กนกวรรณ ริน ป้าบัว และอ่อน วิ่งวุ่นกันนายเป็ดกลับมาถึง เล่าให้รินทราบเรื่อง รินขอร้องให้เป็ดพาเธอไป รินเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยนลออกมา รอจนถึงจังหวะที่ศักดิ์ชัย กับรมณีเผลอ รินก็ช่วยแก้มัด พานลออกมาได้ กำลังจะขึ้นรถหนี รินก็โดนศักดิ์ชัยยิงเข้าที่ท้อง ศักดิ์ชัยจะยิงซ้ำ นลก็พุ่งเข้าชาร์จ ขณะกำลังโรมรันพันตู ตำรวจ (ซึ่งรินมอบหมายให้เป็ดโทรแจ้ง) ก็มาถึง และยิงสวนศักดิ์ชัยไปจนศักดิ์ชัยล้มทั้งยืน รมณีเองก็ยกมือยอมแพ้ให้ตำรวจจับตัวไปแต่โดยดีและเมื่อรินต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวกระสุนออกจากบริเวณช่องท้อง เรืองยศ คุณเจตน์ คุณชุติมา ต่างมากันพร้อมหน้าด้วยความเป็นห่วง ทำให้ความลับที่ปิดมานานถูกเปิดเผยออกมา นลที่กำลังจะกลับมารู้สึกดีกับรินก็โกรธที่รินเล่นบทสาวใช้ โกหกหลอกลวง และตบตานลมาโดยตลอด แม้นิยาจะยืนยันว่ารินรักนลด้วยใจจริงๆ นลก็สวนว่า รินทำไปก็เพื่อเงินค่าจ้างจากคุณยายชื่นต่างหากคุณยายชื่นจ่ายเงินให้ริน และจะเพิ่มโบนัสให้ แต่รินไม่รับขอรับเพียงค่าจ้างที่พอเพียงจะปลดจำนองบ้านของพ่อแม่ตน และเงินที่จะช่วยปลดหนี้ให้เรืองยศที่โดนโกงไปนลเองก็ไม่ได้มีความสุข เพราะลึกๆ เขารู้ตัวดีว่ารักรินแค่ไหน และเมื่อได้รับรู้จากนายเป็ด ว่ารินกล้าหาญและเสี่ยงชีวิตเพื่อนลอย่างไร นลจึงเลิกฝืนใจตัวเองให้จงเกลียดจงชังรินอีกต่อไป โดยเฉพาะมีคุณยายชื่นที่เชียร์รินอย่างออกนอกหน้าในขณะที่เรืองยศเริ่มสานต่อความสัมพันธ์กับกิ่งกานต์ซึ่งเป็นลูกค้าคู่กัด ของตน นิยากับดนุก็เริ่มควงแขนกันอย่างเปิดเผย อาจารย์คงจะกะลิ้มกะเลี่ยกนกวรรณ แต่กลับได้ฝ่ามือมาฉาดหนึ่งแทน นลบอกรักริน และยกสถานะจากสาวใช้ไฮเทค มาเป็นคู่รักคู่ชีวิตของเขาคนเดียว ณ วันนี้...และตลอดไปออกอากาศ : ละครหลังข่าว ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ 20.25 น.บทประพันธ์ : โสภี พรรณรายบทโทรทัศน์ : ฉายฉันท์กำกับการแสดง : สำรวย รักชาติผู้ผลิต : ดารา วีดีโอ จำกัดขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ

นล...หนุ่ม หล่อผู้อกหัก พลาดรักแล้วพาลเกลียดผู้หญิงทุกคน เขากลายเป็นคนเงียบขรึมเก็บตัว สาวสวยมากหน้าหลายตาผ่านมาให้เลือก แต่เขาก็เมินเฉย เสียจนน่าเป็นห่วง ปฏิบัติการ 'สาวใช้ไฮเทค' จึงเกิดขึ้น เมื่อน้องสาวแสนดีวางแผนกับเพื่อนรักคิดแผนรักที่จะทำให้นลกลับมามีความสุข สดชื่นได้อีกครั้งเรืองริน...คนงาม ผู้ร่าเริงแจ่มใส สาวน้อยที่มีชีวิตแสนสนุกต้องปลอมเป็นสาวใช้ไปใกล้ชิดกับชายหนุ่มสุดเท่ห์ เพื่อช่วยให้เขากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมา และต้องคอยเป็นแม่สื่อหาผู้หญิงที่เหมาะสมให้กับนล แม้ปฏิบัติการนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่น และแสนสนุก แต่จะเร็จหรือไม่...ต้องติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปความรักที่แสนจะอลเวงนี้กัน ได้ในเล่มเรื่องย่อละคร สาวใช้ไฮเทคนล รัศมีมาน (อรคพันธ์ นะมาตร์) ถูก รมณี (เปรมสินี รัตนโสภา) ว่าที่เจ้าสาวทิ้งไปกลางงานวิวาห์ โดยที่นลไม่รู้เลยว่าตลอดเวลาที่คบหาเป็นแฟนกับรมณีมาตลอด 10 ปี ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันนั้น รมณีแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ ศักดิ์ชัย (ธัญวิสิฎฐ์ เสียงหวาน) เพื่อนรักของเขาเอง และทั้งคู่ก็หนีไปด้วยกันในคืนวันแต่งงานของเขา รมณีทำทุกอย่างเพราะรักศักดิ์ชัยอย่างจริงใจ ทั้งสองหายตัวเงียบไปไม่ได้ข่าวคราว ทิ้งให้นลต้องทุกข์ระทม และค้างคาในใจ ที่เจ้าสาวหายตัวไปโดยที่ตนไม่ทราบสาเหตุ ทิ้งเพียงโน้ตสั้นๆ ที่กล่าวลา บอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้เป็นอันตราย หรือโดนลักพาตัว แต่เลือกที่จะทิ้งเขาไปไม่ใยดีสามเดือนต่อมา คุณกนกวรรณ (ดารัณ ฐิตะกวิน) แม่ของนล แสนจะกลัดกลุ้มกับสภาพของนล ที่แทบไม่เป็นผู้เป็นคน ปล่อยเนื้อปล่อยตัว หนวดเคราไม่โกน เอาแต่เมา ไม่ยอมพบเจอผู้คน บางคราวก็อาละวาดฉุนเฉียว นายเป็ด (ปราบ ยุทธพิชัย ) คนขับรถเก่าแก่ที่เป็นคนรับใช้คนสนิทก็ยังเข้าไม่ติด กระทั่ง นิยา (เอมี่ กลิ่นปทุม) น้อง สาวแท้ๆ ของนลก็ยังไม่สามารถช่วยนลได้ และสำคัญก็คือกิจการของห้างสรรพสินค้ากลางกรุง ‘ดรากอน มอลล์’ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่รุ่นคุณยายซึ่งนลได้รับมอบหมายให้ดูแลมาหลายปีก็ถูกน ลละเลยจนผลประกอบการช่วงไตรมาสที่ผ่านมาตกต่ำติดดิน กนกวรรณปรึกษากับ คุณยายชื่น (ดร.ปัทมาฆะ สุคนธมาน) ผู้เป็นแม่ของตนให้ทำอะไรซักอย่างก่อนที่นลจะแย่ไปกว่านี้ และก่อนที่กิจการห้างจะต้องถึงกับปิดตัว แต่ก็โดนคุณยายชื่นเอ็ดเอาว่าเป็นแม่ประสาอะไร ถ้าดูแลลูกชายไม่ได้ ก็หาคนอื่นมาดูแลซะ แต่กนกวรรณจนปัญญา ถึงกับเข้าหา อาจารย์คงเดช (สมชาย ศักดิกุล) หมอดูชื่อดังที่ร่ำรวยกับการดูดวงในแวดวงเศรษฐีไฮโซ นั่นทำให้คุณยายชื่นรู้สึกขัดใจ และหมดหวังกับการแก้ปัญหาอย่างงมงายของกนกวรรณ หนำซ้ำ อาจารย์คงที่ดูเหมือนจะจีบกนกวรรณเพราะหวังสมบัติ ยังพยายามจะยัดเยียด กิ่งกานต์ (ฐิตินันท์ สุวรรณถาวร) ลูกสาวสุดเปรี้ยว อารมณ์เหวี่ยง ให้มาดูแลนล แต่ลับหลังนล กิ่งกานต์ก็แสดงกริยาแย่ๆ ให้คุณยายชื่นจับได้ว่ากิ่งกานต์ไม่ได้คิดจริงใจกับนลในสภาพย่ำแย่นั้น คุณยายชื่นถึงกับเปรยกับ ป้าบัว สาวใช้เก่าแก่ประจำบ้านว่าตนจะต้องทำอะไรซักอย่างแล้วคืนนั้น คุณยายชื่น ต้องไปเป็นประธานงานการกุศลหาเงินก่อตั้งกองทุนสวัสดิภาพผู้ใช้แรงงาน โดยมีนิยาตามมาดูแล งานนั้นจัดแบบตั้งโต๊ะแถลงข่าวเล็กๆ ในห้องโรงแรม เรืองริน (วรัทยา นิลคูหา) เจ้าหน้าที่ฝ่ายให้คำปรึกษาเปลี่ยนชุดราตรีสวยเป็นชุดคนใช้ เพื่อให้เข้ากับคอนเสปท์ที่ช่วยเหลือเรื่องสวัสดิภาพแก่ลูกจ้างที่ไม่มี ประกันสังคม ในงานนอกจากเจ้าหน้าที่จะแต่งตัวเป็นวินมอร์เตอร์ไซค์ สาวใช้ และแม่ค้าแล้วยังมีสื่อมวลชนสำนักต่างๆ ให้ความสนใจร่วมทำข่าวด้วย นิยาแทบช็อกเมื่อพบว่าสาวในชุดคนใช้ปอนๆ ผมเผ้าไม่เซ็ทเป็นทรงคนนี้คือ ริน สองสาวคุยกันขโมงโดยมีคุณยายชื่นฟังอยู่อย่างสนใจว่ารินเป็นเพื่อนซี้กับนิ ยาตั้งแต่สมัยมัธยมที่ไม่ได้เจอกันนาน เพราะรินไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่จนจบมาทางด้านจิตวิทยาและทำงานอาสาฯ ช่วยเหลือให้คำปรึกษาผู้ประสบปัญหาล้มเหลวในชีวิต คุณยายชื่นฟังรินกับนิคุยกันไปพลางลอบมองลุคสาวใช้ของรินจนปิ๊งไอเดีย จินตนาการไปว่า เรืองรินนี่ละที่จะช่วยเหลือนลได้ จึงรีบทาบทามว่าจ้างให้เรืองรินปลอมเป็นคนใช้เพื่อดูแลนลในทุกๆ ทางให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนเสียที โดยเรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับ มีรู้กันเพียงแค่คุณยายชื่น นิยา และเรืองริน ห้ามแพร่งพรายไปแล้วถึงหูนลโดยเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นยิ่งทำให้นลโกรธเคือง และทุกอย่างจะพาลแย่ลง แต่เรืองรินไม่ได้อยากรับภารกิจนี้จนกระทั่งเมื่อเรืองรินพบว่า ชุติมา (นิตยา ปานะถึก) แม่ของตน และ เจตน์ (พงษ์ประยูร ราชอาภัย) ผู้ เป็นพ่อ ที่ทำกิจการร้านซักแห้งที่ต่างจังหวัดกำลังเดือดร้อนเพราะมีร้านซักแห้ง แฟรนไชส์เจ้าใหญ่มาเปิดใกล้ๆ จนเป็นหนี้เป็นสินถึงขั้นต้องจำนองบ้าน ในขณะที่ เรืองยศ (เจจินตัย อันติมานนท์) ผู้เป็นพี่ชาย ที่เป็นคนเนือยๆ ไม่เก่งอะไร แต่อยากพิสูจน์ตนเองด้วยการทำร้านซักแห้งในกรุงเทพฯ ก็กำลังประสบภาวะขาดทุนหนักเพราะถูกเกสร (นภัสศรณ์ มั่นวงษ์ศิริกุล) สาวใหญ่ผู้จัดการร้านจอมโลภโกง เรืองรินจึงต้องยอมรับข้อเสนอของคุณยายชื่น ที่ยินดีจะจ่ายหนี้ให้เรืองรินซึ่งรวมๆ แล้วเป็นเงินถึง 5 ล้านบาทแลกกับการทำงาน 3 เดือน เรืองรินเกรงใจนิยา บอกกับคุณยายชื่นว่า ในอนาคตจะหาเงินก้อนนี้มาคืน แต่คุณยายชื่นยืนยันว่าไม่ต้องการ หนำซ้ำถ้าเรืองรินทำให้นลกลับมาดีเหมือนเดิมได้สำเร็จ เธอจะตบรางวัลแถมให้อีกหนึ่งล้านบาทเรืองรินต้องโกหกเรืองยศ และ ดนุ (รัฐศาสตร์ กรสูต) แฟน หนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนรักกับเรืองยศว่าจะไปตระเวนทำงานอาสาเป็นเวลา 3 เดือน แต่เมื่อถูกซักไซร้แบบจี้ไม่ให้หายใจจากดนุ เรืองรินก็หลุดบอกสถานที่มั่วซั่ว ไม่รู้เหนือใต้ ทำให้ดนุแคลงใจ เก็บความสงสัยในพฤติกรรมของเรืองรินไว้ในใจคืนนั้นดนุทำเซอร์ไพรส์ด้วยดอกไม้ช่อใหญ่และแหวนหมั้น แต่เรืองรินไม่ตอบรับ เพราะอยากจะเคลียร์ภาระของตนในสามเดือนนี้ให้ลุล่วงก่อน ดนุใจแป้วไป ด้วยเซ้นส์ของคนเป็นแฟนกัน ดนุรู้ได้ทันทีว่าเรืองรินมีอะไรบางอย่างที่ปิดบังตนอยู่ก่อนเริ่มงานนิยารับเรืองรินไปช็อปปิ้งของใช้สำหรับสาวใช้คนใหม่ที่ ดรากอนมอลล์ของเธอ ระหว่างที่แยกตัวจากนิยามาเข้าห้องน้ำ ที่หน้าห้องน้ำหญิงเรืองรินมีเรื่องโต้เถียงกับนลโดยที่ไม่รู้ว่านลคือพี่ ชายของนิยา เพราะสารรูปโทรมๆ ดูไม่ได้ ทำให้เรืองรินเข้าใจว่านลเป็นพวกโรคจิต เลยคว้าเอาไม้ม็อบที่หยิบได้แถวนั้นตีเอา เมื่อเจอหน้ากันอีกทีที่บ้านรัศมิมานของนล เรืองรินถึงกับหงายหลังพูดไม่เป็นภาษาขณะถูกนลสัมภาษณ์ นลรับเรืองรินไว้เพราะหมั่นไส้ อยากจะเอาคืน วันแรกของการเป็นคนใช้ รินจึงเจอแต่งานหนักๆ เพราะนลกะเอาคืนที่โดนตีกบาลหน้าห้องน้ำ แถมยังต้องวิ่งหนีกระบองรปภ. เพราะรินตะโกนว่าตนเป็นพวกลามก โรคจิตเรืองรินเริ่มภารกิจสาวใช้ไฮเทคหวังช่วยคุณยายชื่นที่มีบุญคุณกับเธอและครอบ ครัวอย่างเต็มที่ เริ่มต้นด้วยการแอบเข้าไปเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของนล ตั้งแต่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ในห้องนอน อย่างที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าแหยมนลมาก่อน จากที่เคยแต่งตัวด้วยโทนสีทึมหม่น วันหนึ่งนลต้องกัดฟันกรอดเพราะเปิดตู้เสื้อผ้า เจอแต่เสื้อผ้าใหม่ สีสันสดใส แบบที่เขาไม่ใส่เด็ดขาดโดยเสื้อผ้าสีทึมๆ ของเขาถูกรินโละทิ้งเกลี้ยงตู้ นลประกาศลั่นกับนายเป็ดว่าให้หาตัวการมาให้ได้ นายเป็ดจนปัญญาเพราะนิยาสั่งไว้เช่นกันว่าห้ามยุ่ง รินรุกหนักถึงขั้นเอาแว่นสายตากรอบดำหนาที่นลใส่ประจำไปทำลายเพื่อให้ นลเปลี่ยนมาใส่คอนแท็คเลนส์ซึ่งนลก็มีอยู่แล้ว นลแค้นใจที่รู้ดีว่าเป็นฝีมือใครแต่ก็ทำอะไรเรืองรินไม่ได้จนกระทั่งนลมาฟิวส์ขาดเอาเมื่อเห็นรินกำลังเปลี่ยนรูปในกรอบที่เป็นรูปคู่ ของนลกับรมณีเป็นภาพวิวชายหาดเห็นร่มหรือเตียงผ้าใบสีฉูดฉาดสดใส ทำให้นลโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง รินก็ย้อนว่าเธอพยายามช่วยให้นลเริ่มต้นชีวิตใหม่ และลืมอดีตที่ขมขื่นซะ นลก็ย้อนเอาว่าแล้วใครบอกเธอล่ะว่าฉันอยากลืม รินพูดจี้ใจดำจนนลโกรธเกือบจะลงไม้ลงมือ ดีที่กนกวรรณกับนิยามาเห็นซะก่อน รินเกือบจะถอดใจไม่อยากช่วยนลเพราะชิงชังความไม่เป็นสุภาพบุรุษของนล แต่คืนหนึ่งรินบังเอิญเห็นนลในสภาพเศร้าหมอง น้ำตาร่วงขณะจ้องมองรูปคู่ของเขากับรมณี มีขวดเหล้าที่เกือบหมดวางอยู่ รินรู้สึกสงสารระคนเห็นใจ เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นด้านที่อ่อนไหวและอ่อนแอของนล หลังจากที่เจอมาแต่ด้านหยาบ ดุ กระโชกโฮกฮากของเขามาโดยตลอดรินกลับมาฮึดสู้และรุกหนักจนปฏิบัติการภาคแรกผ่านฉลุย นลเปลี่ยนการแต่งกายภายนอกไปแทบจะเป็นคนละคน คุณยายชื่น และนิยาภูมิใจในตัวรินมาก ขณะเดียวกันกิ่งกานต์ก็ตามจับนล อย่างออกนอกหน้า ด้วยนิสัยทั้งวีน ทั้งเหวี่ยง กิ่งกานต์ต้องปะทะกับรินอยู่เนืองๆ เพียงแต่รินก็ทำให้กิ่งกานต์รู้ซึ้งว่า เธอไม่ใช่คนใช้ซื่อบื้อ ที่จะยอมให้กิ่งกานต์โขกสับอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว ตรงกันข้าม รินยังสวนเอากิ่งกานต์หงายเงิบไปแทบทุกครั้งเมื่อเห็นว่าริน เป็นคนโปรดของคุณยายชื่น ทำให้ป้าบัว คนใช้เก่าแก่จอมเฮี๊ยบ ก็ยิ่งหาทางจับผิดริน แต่รินก็ยังมี อ่อน สาวใช้ซื่อๆ เอ๋อๆ ไม่ค่อยมีความรู้ คอยช่วยเหลือ เพราะซาบซึ้งที่รินปฏิบัติต่อตนดี ไม่ดูถูก หรือโขกสับอย่างที่เธอมักจะเจอภารกิจต่อไปของรินก็คือการดึงนลให้กลับไปใส่ใจกับงานบริหารห้างสรรพสินค้า ดราก้อน มอลล์ให้ได้ รินพยายามพูดดีๆ หว่านล้อม แต่ไม่ได้ผล จึงต้องใช้การปะทะคารม ดูถูกเหยียดหยามนล จนนลปรี๊ดขึ้น กลับมาทำงานเพื่อที่จะให้รินหุบปาก เลิกดูหมิ่น เยาะเย้ยตน แต่นลก็แก้เผ็ดรินด้วยการจิกรินให้ตามไปรับใช้เขาที่ห้างด้วย วันแรกของการที่ไปห้างสรรพสินค้า รินก็ดวงแตกไปเจอเอาดนุ และกลุ่มเพื่อน 3 สาวที่สนิทกันมานาน ทั้งแพรวรุ่ง (สิชา ศรีทองสุข) สาวห้าวขาลุย ตัวนำการเม้าธ์ ทิพปภา (อนันญญา โตแสงชัย) จอมเสนอไอเดีย เจ้าแห่งโปรเจกต์ และ เจนนี่ (เพชรชนก ณ ลำปาง) คุณ หนูระวัง ที่กลัวและระวังไปซะทุกอย่าง รินออกอาการอึกๆ อักๆ ตอบไม่ได้ที่ตนแต่งตัวปอนๆ แบบคนใช้ แถมหิ้วกระเป๋าที่เห็นได้ชัดว่าเป็นกระเป๋าผู้ชาย รินแสดงพิรุธหนักจนเอาไม่อยู่จึงหาจังหวะเผ่นหนีไปไม่มีปี่มีขลุ่ย ดนุปรับทุกข์กับแก๊งค์สามสาวว่าเขาชักสงสัยในพฤติกรรมของริน ลึกๆ กลัวไปถึงว่ารินจะแอบคบผู้ชายคนอื่น เนื่องจากไปพ้องกับการที่รินไม่รับหมั้นตน อ้างว่าจะเดินทางไปตระเวนทำงานทั่วประเทศ แต่ก็เห็นอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่จะๆ สามสาวออกความ เห็นไปต่างๆ นาๆ ตามแบบฉบับของแต่ละคน ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรดนุเลย แต่สาวๆ ก็รับปากว่าจะช่วยดูให้ ถ้ามีอะไรจะส่งข่าวถึงกันกนกวรรณโล่งใจอย่างแรงที่นลดีขึ้น ไพล่ไปคิดว่าเป็นผลจากการตระเวนทำบุญสะเดาะห์เคราะห์ 99 วัดของตนตามคำแนะนำของอาจารย์คง อาจารย์คงไซโคกนกวรรณว่าจะมีอุบัติเหตุครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับครอบครัว ถ้าไม่รีบหาคู่ให้นลรีบแต่งงานเสีย เมื่อกนกวรรณถามถึงลักษณะเนื้อคู่ที่เหมาะกับนล อาจารย์คงก็ร่ายยาวถึงลักษณะของ กิ่งกานต์ ลูกสาวของตนล้วนๆทางด้านรมณีหลังจากที่เลือกทางเดินชีวิตคู่กับศักดิ์ชัย ทุกอย่างก็ลุ่มๆ ดอนๆ ยามมีเงินก็มีมากมายแต่บทจะหายเงินนั้นก็ละลายไปในพริบตา ถึงอย่างนั้นรมณีก็ยังชื่นชมศักดิ์ชัยที่หาเงินเก่ง ไม่รู้เลยว่าเงินนั้นได้มาจากการเล่นพนันล้วนๆ วันหนึ่งขณะกำลังเพลิดเพลินไปกับการช็อปปิ้งกระเป๋าใบหรูแพงระยับ แต่เมื่อรูดเครดิตการ์ดก็ต้องหน้าแตก ที่พนักงานแจ้งว่ามีวงเงินไม่พอ โทรไปเช็คก็พบว่าวงเงินถูกเบิกไปหมดแล้ว รมณีกลับไปโวยศักดิ์ชัย ศักดิ์ชัยปากหวานว่าเอาไปใช้จ่ายจำเป็น และเอาไปซื้อต่างหูให้รมณี รมณีเคลิ้มอยู่พักหนึ่งแต่ซักไปซักมาก็จับได้ว่าศักดิ์ชัยติดการพนันขั้น หนัก จากนั้นมาทั้งสองก็ทะเลาะกันอย่างคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันด้วยความโลภ เมื่อเงินหมด ความรักก็จางตามไป ศักดิ์ชัยปฏิเสธที่จะหางาน หาเงินเลี้ยง หนำซ้ำยังตะโกนใส่รมณีว่า ให้หัดฉลาด ใช้นลที่ตามืดบอดหลงรักรมณีให้เป็นประโยชน์ พร้อมทั้งด่าว่ารมณีโง่ที่มีโอกาสได้แต่งงานกับนลแล้ว แทนที่จะคิดปอกลอก ดันหนีมาหาเขา รมณีตะโกนใส่ว่า ก็เพราะเธอรักศักดิ์ชัย นึกว่าศักดิ์ชัยจะซาบซึ้งกับความรักที่ตนมีให้ แต่ศักดิ์ชัยกระแทกว่าซาบซึ้งที่ตอนนี้ไม่มีกินน่ะสิ ถ้าเป็นไปได้ จะจับรมณีใส่ตะกร้าล้างน้ำ ไปเสนอไอ้โง่นลมันอีกครั้งรินยังคงเดินหน้าทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างตั้งใจ บ่อยครั้งที่เธอสร้างเหตุบังเอิญต่างๆ เพื่อละลายพฤติกรรมเย็นชาเป็นภูเขาน้ำแข็งของนล เช่นแกล้งตกน้ำโดยที่ตรงนั้นมีนลอยู่เพียงคนเดียว นลกระโดดลงไปช่วยตามสัญชาติญาณลูกผู้ชาย พอรู้ว่าเสียทีให้เรืองรินนลก็โกรธมาก เริ่มรู้ว่าเรืองรินมีลับลมคมใน ไม่ใช่เด็กบ้านนอกธรรมดาๆ รินได้ใจหลังจากทดสอบแล้วว่านลไม่ได้มีนิสัยแย่แต่เพียงแค่สร้างกำแพงขึ้น เพราะสูญเสียความมั่นใจที่ถูกรมณีทิ้งก็เท่านั้น และกำแพงนั้นเรืองรินก็ต้องทะลายลงให้จงได้ แต่อุปสรรคก็ไม่ได้น้อยลงเลย กิ่งกานต์ยังคงปะทะกับรินบ่อยๆ จนเก็บความแค้น จะดักตบที่หน้าร้านอาหารตามสั่งของ คิตตี้ (นิทัศน์ ธำรงค์) แต่ ดวงของรินยังแข็ง เมื่อแก๊งค์สามสาว แพรวรุ่ง ทิพปภา และเจนนี่ เห็นรินถูกรุม ก็ช่วยลุยกิ่งกานต์กระเจิงไป รินแทบช็อก กลัวเพื่อนๆ จะทำความแตก แต่โชคดีที่ตอนตบชุลมุน กิ่งกานต์เอาอาหารโปะหน้าริน ซะยับเยินจำไม่ได้ รินรีบเดินหนีเพื่อนๆ ออกมา ก่อนจะโดนจับได้วันหนึ่งในห้างสรรพสินค้า นลบังเอิญได้เห็นรินกำลังบอกทาง และพูดคุยกับฝรั่งอย่างฉาดฉาน เป็นธรรมชาติ แต่รินยังหัวไว พอเห็นหางตาว่านลโผล่มา ก็ทำเป็นพูดภาษาฝรั่งเป็นคำมั่วๆ สำเนียงแย่ๆ แบบสเน๊กๆ ฟิชๆ แปลตรงๆ เพี้ยนๆ แบบภาษาอังกฤษซับนรก เอาตัวรอดมาได้ แต่รินก็พลาดไปจนได้ที่เผลอเข้าเฟซบุ๊ค ทักทายกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม โดยไม่เห็นว่านลมายืนข้างหลัง นลเลยสอบปากคำรินยกใหญ่ และพบว่าเจอรุกไล่ถามหนักๆ เข้า รินก็ตอบประวัติการศึกษาของตนผิดไปจากครั้งก่อนๆ นลเริ่มสงสัยในตัวรินมากขึ้น ประกอบกับที่ กุ๋งกิ๋ง (แคทลียา พันธ์ครุฑ) เลขาจอมเป๋อของนล มีปัญหาเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ได้รินแก้ไขให้ปรื๊ดเดียวเสร็จ จนกุ๋งกิ๋งแอบแซวว่าเป็น สาวใช้ไฮเทคทางด้านเรืองยศ หลังจากถูกเกสรโกงเงินไปครั้งหนึ่งก็ยังไม่เข็ด ดันหลงคารมเกสรที่ชวนควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน แล้วก็ถูกเกสรดูดเงินที่เรืองรินหามาใช้หนี้ให้จนเกลี้ยง รินรู้ก็ปรี๊ดแตก หลังเล่นงานเรืองยศเสร็จก็ตามไปฉะเกสร แล้วไปเจอรมณีซึ่งเป็นหลานของเกสรเข้า รินจำได้แม่นว่ารมณีคือคนในรูปคู่กับนล แต่รมณีไม่รู้ว่ารินเป็นใคร เธอวีนใส่รินที่กล่าวหาว่าน้าสาวโกงจนมีเรื่องตบตีกับริน รินซัดรมณีจนรมณีไม่มีโอกาสแม้แต่จะแตะตัวริน รมณีกรี๊ดลั่นประกาศจะเอาคืนเมื่อไรก็ตามที่เจอหน้าริน จนกระทั่งครั้งหนึ่ง นลเดินอยู่กับริน เฉียดกันไปกับรมณี เกือบจะได้เจอหน้ากันชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด รมณีแอบมองนลห่างๆ แปลกใจรินที่หน้าเหมือนคนที่เคยมีเรื่องกันที่ร้านเกสร แต่ทำไมแต่งตัวเป็นสาวใช้ราวกับเป็นคนละคนในวันมีเรื่อง ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นคือสาวใช้อะไรกล้าพูดกล้าคุยกับนลอย่างสนิทสนมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรืองรินกับนลจะดูสนิทกันขึ้น แต่ก็ยังมีหลายครั้งที่กิ่งกานต์โดนรินลบเหลี่ยมต่อหน้า จึงกลั่นแกล้งคืนด้วยกลเม็ดตื้นๆ โดยเอานาฬิกาข้อมือเรือนหรูของตนไปซ่อนใต้ที่นอนของริน แล้วใส่ร้ายว่ารินเป็นหัวขโมย ทำให้รินถูกนลตำหนิอย่างแรง แต่รินก็ด่าย้อนเอา ว่าถ้าขืนเชื่อลูกไม้ตื้นๆ อย่างงี้ ก็คงบริหารห้างสรรพสินค้าไม่เจริญ นลโกรธรินมาก ทะเลาะกันใหญ่โต ดีที่นิยามาช่วยห้ามไว้ได้รินเคืองกับนล พอดนุโทรมานัดเจอจึงแอบออกไปทันที ดนุพยายามสืบถามว่ารินกำลังทำอะไรอยู่ ถึงได้ดูลับๆ ล่อๆ และเมื่อแยกย้ายกันกลับ ดนุแอบสะกดรอยตามรินไปจนถึงบ้านนล พอดีกับที่นลออกมาเห็นแล้วรู้สึกขัดใจ นลประหลาดใจกับความรู้สึกตัวเองที่ดันไปหึงหวงสาวใช้ที่มีแฟนมาส่ง พอรินก้าวเข้าบ้าน นลจึงปรากฏตัวขึ้นหาเรื่อง รินยังกรุ่นๆ เรื่องที่นลเข้าข้างกิ่งกานต์จึงพูดยั่วโทสะจนนลเผลอใจจุมพิตริมฝีปากริน นิยาเข้ามาเห็นก็ช็อคนะจังงังไป นลกับรินรีบผละออกจากกัน แต่รอยจุมพิตนั้น ก็ทำให้สาวใช้อย่างรินเผลอให้ความรู้สึกดีๆ และมีใจให้กับเจ้านายอย่างนลไปซะแล้วดนุนัดนิยามาทานข้าวหลังจากแน่ใจว่ารินไปเป็นสาวใช้ที่บ้านนิยา นิยาดีใจมาก เพราะแอบมีใจให้ดนุอยู่ แต่ไม่กล้าคิดเพราะเป็นแฟนเพื่อนสนิท แถมเมื่อเห็นรินจุมพิตกับนล นิยาจึงกล้ารับนัด แต่ปรากฏว่าดนุเอาแต่สอบถามคาดคั้น ถึงการที่รินปลอมตัวเป็นคนใช้อยู่ในบ้านของนิยา นิยาเสียงแข็งไม่ตอบ อ้างว่าเป็นกิจธุระของคุณยายตน ตนเป็นเด็กไม่อาจแพร่งพรายธุระของคุณยายได้ ดนุจึงบอกว่า ดีล่ะ ถ้างั้นเขาจะสืบหาความจริงเอง นิยาชักแม่น้ำทั้งห้ามาห้ามดนุก็ไม่ฟังวันต่อมา รินแทบช็อค ที่เห็นดนุเดินเข้ามาในบ้าน นลสั่งให้รินคอยดูแลน้ำท่าให้กับแขกคนนี้ที่อ้างว่าจะมาพูดคุยเรื่องเหมา เช่าพื้นที่ค้าขายในดราก้อนมอลล์ นลจับสังเกตเห็นว่ารินดูแปลกๆ ลนๆ เทน้ำหกน้ำล้นมั่วไปหมด คืนนั้นรินต้องรีบออกไปชี้แจงความจริงกับดนุและแก๊งค์สามสาว แพรวรุ่ง ทิพปภา และเจนนี่ยิ่งนานวัน ความสัมพันธ์ของนล กับริน ก็พัฒนาขึ้น ในขณะที่ กนกวรรณ เริ่มขัดหูขัดตาอย่างแรง หนำซ้ำยังได้ยินเข้าหูบ่อยๆ จากกิ่งกานต์ว่าลูกชายของตนกำลังให้ความสนิทสนมกับริน จนเกินนายกับบ่าว กนกวรรณกับกิ่งกานต์ และป้าบัวจึงต้องคอยร่วมมือกัน ขัดขวางกลั่นแกล้งริน โดยมีนิยากับคุณยายชื่น และอ่อน เป็นฝ่ายปกป้องรินในการเจอกันครั้งหนึ่งของดนุ กับริน ดนุทวงถามเรื่องการแต่งงาน รินปัด บ่ายเบี่ยงที่จะตอบ และเมื่อดนุพยายามกอด ถูกเนื้อต้องตัวกลับทำให้รินรู้สึกว่า ความรู้สึกรักที่เคยมีต่อดนุได้จืดจางลงไปแล้ว รินถึงกับปรึกษาเรื่องนี้กับนิยา ที่พูดปลอบรินว่าอย่าคิดมากไป ทั้งที่ในใจ แทบจะร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ เพราะนิยาหลงรักในตัวดนุมานาน จนอดคิดไม่ได้ ว่าอยากจะเชียร์รินให้เลิกกับดนุ แล้วมารักกับ นล พี่ชายตนซะให้รู้แล้วรู้รอด
วันหนึ่งป้าบัว พา ไข่ตุ๋น (ด.ญ.ชนิกานต์ ตังกบดี) หลาน สาวช่างฉอเลาะ น่ารักวัย 5 ขวบ ด้วยความช่างถาม และไร้เดียงสา ไข่ตุ๋นกลายเป็นตัวเร่งให้ความสัมพันธ์ระหว่างนลกับริน ยิ่งเติบโต ใกล้ชิดกันมากขึ้น วันที่พาไข่ตุ๋นไปสวนสนุก ไปทานไอศกรีม พนักงานขายต่างพากันทักว่า พ่อแม่ลูกครอบครัวนี้น่ารักจัง เล่นเอารินยิ้มแก้มปริ ทั้งปลื้มทั้งขวยเขิน แต่ขากลับ กำลังจะเข้าบ้าน ก็เจอฝนเทลงมา ไข่ตุ๋นไม่สบาย นลกับรินต่างช่วยกันเฝ้าด้วยความเป็นห่วง ป้าบัวก็เริ่มรู้สึกดีกับรินมากขึ้นที่ช่วยดูแลหลานตนใกล้วันเกิดของคุณยายชื่น คุณยายชื่นกับนิยา ปรึกษากัน แล้วตกลงกันว่า จะไปจัดปาร์ตี้ที่รีสอร์ตสวยริมทะเล เพราะคุณยายชื่น อยากเห็นลูกหลานทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน นิยาหาเรื่องชวนดนุไปด้วย ดนุรีบตอบตกลง เพราะเขาเองก็คิดถึง และอยากจะมีโอกาสอยู่ใกล้ๆ กับรินทางด้านรมณีกับศักดิ์ชัย ที่เริ่มจะอยู่นิ่งไม่ได้ เพราะศักดิ์ชัยถูกขู่จากคนทวงหนี้ของโต๊ะบอล ที่จะเล่นงานศักดิ์ชัยถึงตาย เพราะความรักที่มืดมัวตาบอดของรมณี รมณีจึงตัดสินใจจะกลับไปหานลอีกครั้ง เพื่อที่จะหาทางแต่งงานกับนล เพื่อปอกลอกทรัพย์สินของนล มาใช้หนี้ให้กับศักดิ์ชัยนลกับรินช่วยกันแพลนเซอร์ไพรส์งานวันเกิดให้คุณยายชื่น มีจังหวะหนึ่งที่รินเซเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดนลโดยไม่ตั้งใจ นลอดใจไม่ไหว หอมแก้มรินไป ทั้งสองมองตากัน รู้อยู่แก่ใจว่ามีความรู้สึกดีๆ ให้กันมากมายขนาดไหน แต่เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น และเมื่อเปิดประตู นลก็แทบช็อค เมื่อพบว่าคนที่มาหาตนก็คือ...รมณี!รินหาทางหลบหน้ารมณีอยู่ตลอดแต่แล้วก็ปะหน้ากันจนได้ โชคเหมือนเข้าข้างรินเมื่อรมณีแค่หัวเราะเยาะว่ารินน่าสมเพชที่หมดตัวถึงกับ ต้องมาหากินด้วยอาชีพขี้ข้า สองคนมีเรืองตบตีกันอีก แต่คราวนี้รินต้องออมมือจนเป็นฝ่ายเสียเปรียบถูกรมณีตบคืนจนสาใจนลรู้สึกสับสนและเคว้งคว้าง แน่นอนว่าในใจเขายังรักรมณีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่พิษจากความเจ็บปวดของการโดนทิ้งกลางงานวิวาห์ ทำให้เขาเจ็บแค้นฝังใจ ในขณะที่รินเองก็สับสนอยู่เช่นกัน เพราะรู้ดีว่าชายที่ตนกำลังมีใจให้คนนี้ ยังมีใจรักรมณีอยู่มากขนาดไหน แม้นลจะทำพฤติกรรมร้ายๆ เข้าใส่รมณี ลึกๆ ก็เพื่ออยากให้รมณีทิ้งตนไป เพราะรู้ตัวว่าตนใจไม่แข็งพอจะทิ้งรมณีไป แม้เธอจะเคยทำเขาไว้เจ็บปวดสักเท่าใดก็ตามคุณยายชื่น เคยเห็นนลหลานรักเสียใจจนไม่เป็นผู้เป็นคนเพราะรมณีมาแล้ว ประกอบกับการได้ยินรมณีแอบคุยโทรศัพท์กับศักดิ์ชัย ทำให้คุณยายชื่นคิดจะกีดกันอย่างสุดตัว โดยการมอบหมายภารกิจให้ริน จัดการยังไงก็ได้ให้รมณีออกห่างนลซะ และด้วยภารกิจนี้ ทำให้รมณีเกลียดรินอย่างเข้าไส้ที่เหมือนจะเป็นตัวขัดลาภของตน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการตีสองหน้า และแสร้งทำตัวเป็นคนดีของรมณี เธอแกล้งโกหก อ้างเหตุผลว่าเธอป่วยเป็นโรคร้าย โดยมีศักดิ์ชัย ช่วยร่วมในการหลอกลวงครั้งนี้ ศักดิ์ชัยโกหกนลว่ารมณีตรวจพบว่ามีเนื้องอกที่อาจเป็นมะเร็ง จึงหนีงานวิวาห์ไป เพราะไม่อยากทำให้นลเสียใจ แต่พอเข้ารับการรักษาจนหาย จึงกลับมาหานลอีกครั้ง ได้ฟังเพียงแค่นี้ทั้งนล กนกวรรณ หรือแม้แต่คุณยายชื่นก็ให้การยอมรับรมณีเป็นอย่างดี ทิ้งให้รินต้องทนกล้ำกลืน ความรู้สึกเหมือนคนอกหักที่เสียความรักไป มีเพียงนิยาคนเดียวที่พอจะรับรู้ความรู้สึกของรินตรงจุดนี้ แต่รินก็แสร้งทำปากแข็งว่าไม่เป็นไร ไม่บอกใครว่าตนเจ็บปวดแค่ไหนวันเกิดคุณยายชื่น ทุกคนในบ้านพากันไปที่รีสอร์ตสวยริมทะเล โดยมีดนุตามไปด้วย ไข่ตุ๋นก็ติดสอยห้อยตามไป แต่พอได้เล่นกับรมณีที่แอบตวาดใส่ และเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานรักเด็กเมื่ออยู่ต่อหน้านล ทำให้ไข่ตุ๋นไม่ชอบหน้ารมณี ขณะที่กำลังจะทานข้าวกลางวันกันริมชายหาด นลใช้ให้รินไปตามรมณี รินไปตามที่ห้องแต่ไม่เจอจึงเดินหารมณีแล้วเจอรมณีแอบคุยกับศักดิ์ชัยซึ่ง ขับรถตามมาเพื่อเค้นรมณีให้หาทางหลอกเอาเงินนลขึ้นมาก่อนซักห้าแสน เพราะเพิ่งโดนคนทวงหนี้ ตบสั่งสอน และขู่หมายหัวไว้ ศักดิ์ชัยจึงรับปากสุ่มๆ ไปว่าวันนี้จะหาเงินมาให้ก้อนหนึ่งก่อน รินได้ยินเรื่องราวแล้วรู้สึกเจ็บแทนนลจึงรีบวางแผนให้นลมาเห็นทุกอย่างด้วย ตาตัวเอง รมณีไหวตัวทัน ซ้อนแผนให้นลไปเห็นรินกับดนุแอบพบกันสองต่อสองแทน นลเมินหน้าหนีภาพที่เห็นและชิงชังตัวเองที่ตาต่ำคิดอะไรกับคนใช้อย่างรินรินต้องทนฝืนใจ คอยรับใช้รมณีกับนลที่เล่นน้ำทะเลหยอกล้อหวานชื่นกันอยู่ ดนุพยายามเข้าใกล้ริน เขารับรู้ว่ารินแปลกๆ ไป ไม่รักเขาเหมือนเดิม จึงพยายามหาโอกาสคอยเอาใจใกล้ชิด แต่ก็ตกอยู่ในสายตาของนล นลก็แปลกใจที่ตัวเองมีอารมณ์หึงหวงเล็กๆ เกิดขึ้นมา จนมีเรื่องราวทะเลาะกับดนุ เพราะนลด่าริน หาว่ารินเป็นสาวใช้ที่หวังเอาตัวเข้าแลก เพื่อยกระดับตัวเอง ดนุทนไม่ไหวก็เกิดซัดกันคนละหมัดเพราะรู้ดีว่ารินไม่ได้เป็นอย่างที่นลพูด หนำซ้ำรินไม่ได้สนใจเค้าแล้วต่างหาก นิยาเข้ามาสงบศึกไว้ได้ทัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของคุณยายชื่นตลอดเวลา คุณยายชื่นอ่านเกมส์ออกอย่างง่ายดายว่าหลานชายท่านเกิดตกหลุมรักรินสาวใช้ ไฮเทคเข้าแล้วเวลาเย็น ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการตระเตรียมบาร์บีคิวปาร์ตี้ สำหรับวันเกิดคุณยายชื่น นลฝากให้รมณีดูแลไข่ตุ๋น แต่รมณีไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยให้ไข่ตุ๋นเอาห่วงยางเป่าลมไปเล่นน้ำทะเลบริเวณที่ลึก เมื่อรินมาถามหา รมณีบอกว่าเล่นห่วงยางอยู่ในทะเล แต่เมื่อมองไป เหลือแต่เพียงห่วงยางลอยอยู่ รินรีบกระโจนว่ายน้ำไปช่วย นลวิ่งมา รมณีรีบสวมรอย ลงน้ำไปอุ้มไข่ตุ๋นขึ้นมา พร้อมดุด่าริน ว่าพาไข่ตุ๋นไปเล่นที่ลึก จนเด็กจมน้ำเกือบตาย รินที่เหนื่อยแทบขาดใจ กลับโดนนลด่าเสียๆ หายๆ หาว่าไม่รับผิดชอบถ้าไม่ได้รมณี เด็กคงตายไปแล้ว รินพยายามจะอธิบายก็ยิ่งเจอด่า จนเธอฉุนเดินออกมาปาร์ตี้ฉลองวันเกิดริมหาดคืนนั้น รมณีฉวยโอกาสคิดรวบรัด ด้วยการหลอกชนแก้วเหล้ากับนล โดยแก้วตนแอบเทน้ำชาเขียวแทน พอนลเมาไม่ได้สติ ก็จัดฉากให้นลนอนเปลือยกายอยู่กับตน จนเช้ามา ก็จ้างพนักงานรีสอร์ตให้ตามคุณกนกวรรณมา กนกวรรณมาถึงก็กรี๊ดลั่นหาด รินและทุกคนตามมาดู ก็ได้เห็นภาพที่รมณีเปลือยอยู่ใต้ผ้าห่มกับนล รมณีแกล้งร้องไห้ ให้ทางผู้ใหญ่ดำเนินการเรื่องแต่งงานซะ กนกวรรณรับปากจะจัดการให้รินเสียใจ อยากจะหนีหน้า ไม่อยากรับจ้างทำภารกิจให้คุณยายชื่นอีกแล้ว ขากลับจากรีสอร์ตจึงแวะไปหาเจตน์และชุติมาผู้เป็นพ่อและแม่ซึ่งเปิดร้านซัก แห้งอยู่จังหวัดนั้น แต่เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ยังย่ำแย่อยู่เช่นเดิมถึงกิจการซักแห้งพอจะ กระเตื้องดีขึ้นบ้าง แต่บ้านที่จำนองใช้หนี้ก็ใกล้จะโดนยึดเต็มที รินจึงต้องกลับมาทำหน้าที่สาวใช้ไฮเทคต่อไปที่กรุงเทพฯ ดนุพยายามมาออดอ้อน ง้องอน ขอร้องรินให้โอกาสเขาบ้าง รินกำลังเสียใจ จึงให้เวลาสนิทสนมกับดนุอีกครั้ง แต่ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกในใจว่า กระทั่งอยู่ใกล้ชิดดนุ แต่ใจของเธอก็ยังคิดถึงแต่นล คนเดียวเท่านั้น นลเองก็เช่นกัน กระทั่งอยู่อิงแอบเคียงข้างรมณี เขาก็ยังรู้สึกคิดถึงรินอยู่บ่อยๆ จนรมณีเริ่มรู้สึกว่านลพูดถึงรินด้วยสายตาชื่นชม และชอบพอในตัวรินคืนนั้น ดนุทนไม่ไหว ต้องจับเข่าคุยกับรินว่าคิดยังไงกับตนกันแน่ รินยอมรับว่าความรู้สึกของเธอที่มีต่อดนุได้เปลี่ยนไปเป็นเพียงแค่เพื่อน แล้ว ดนุเสียใจมาก แต่ก็ได้นิยามาคอยดูแล จนทำให้ดนุเริ่มมองนิยาในอีกมุมหนึ่งรมณีเริ่มออกลาย วางแผนให้นลเห็นว่าเธอต้องใช้เงินก้อนหนึ่งเพื่อไปหาหมอเรื่องโรคร้ายที่เคย โกหกทุกคน นลแอบเซ็นเช็คให้โดยไม่ให้รมณีรู้ รมณีพอได้รับเงินก็ตีหน้าเศร้าเล่นบทนางเอก ขอคืนเช็คให้นล จังหวะนั้น โทรศัพท์มือถือของรมณีดังขึ้น นลเห็นชื่อศักดิ์ชัยและรูปใบหน้าของเพื่อนซี้ตนบนหน้าจอมือถือรมณี รมณีแสร้งทำเป็นกดรับคุยแล้ววางหู บ่นว่าพวกขายประกันโทรมา น่าเบื่อจริงๆ นลรู้ว่ารมณีโกหก แต่ก็เก็บไว้ในใจ เพราะอยากจะรู้ให้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่นลเรียกใช้นายเป็ดให้คอยขับรถสะกดรอยตามรมณีไป เพราะรมณีพอได้เช็ค ก็ร้อนรนจะออกจากบ้านอย่างน่าสงสัย นลสะกดรอยตามไปจนได้พบความจริง ว่ารมณีเอาเช็คมาให้ศักดิ์ชัย และจากการแอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่ ก็ทำให้รู้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน นลบันดาลโทสะ พุ่งเข้าไป ชกต่อยศักดิ์ชัยด้วยความแค้นที่สะสมมานาน ศักดิ์ชัยสู้ไม่ได้เป็นฝ่ายรับหมัดของนลอยู่ข้างเดียว แต่นลก็ต้องช็อค เมื่อรมณียกปืนมาจ่อตน พร้อมเปิดใจสารภาพว่าตนรักศักดิ์ชัยมาตั้งแต่เราสามคนยังเป็นกลุ่มเพื่อนใน มหาวิทยาลัย ศักดิ์ชัยแย่งปืนมา รมณีไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ศักดิ์ชัยขอสวมรอยจับตัวนลไว้เรียกค่าไถ่ซะ โดยโทรไปที่บ้านนล คุณยายชื่นถึงกับเป็นลม กนกวรรณ ริน ป้าบัว และอ่อน วิ่งวุ่นกันนายเป็ดกลับมาถึง เล่าให้รินทราบเรื่อง รินขอร้องให้เป็ดพาเธอไป รินเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยนลออกมา รอจนถึงจังหวะที่ศักดิ์ชัย กับรมณีเผลอ รินก็ช่วยแก้มัด พานลออกมาได้ กำลังจะขึ้นรถหนี รินก็โดนศักดิ์ชัยยิงเข้าที่ท้อง ศักดิ์ชัยจะยิงซ้ำ นลก็พุ่งเข้าชาร์จ ขณะกำลังโรมรันพันตู ตำรวจ (ซึ่งรินมอบหมายให้เป็ดโทรแจ้ง) ก็มาถึง และยิงสวนศักดิ์ชัยไปจนศักดิ์ชัยล้มทั้งยืน รมณีเองก็ยกมือยอมแพ้ให้ตำรวจจับตัวไปแต่โดยดีและเมื่อรินต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวกระสุนออกจากบริเวณช่องท้อง เรืองยศ คุณเจตน์ คุณชุติมา ต่างมากันพร้อมหน้าด้วยความเป็นห่วง ทำให้ความลับที่ปิดมานานถูกเปิดเผยออกมา นลที่กำลังจะกลับมารู้สึกดีกับรินก็โกรธที่รินเล่นบทสาวใช้ โกหกหลอกลวง และตบตานลมาโดยตลอด แม้นิยาจะยืนยันว่ารินรักนลด้วยใจจริงๆ นลก็สวนว่า รินทำไปก็เพื่อเงินค่าจ้างจากคุณยายชื่นต่างหากคุณยายชื่นจ่ายเงินให้ริน และจะเพิ่มโบนัสให้ แต่รินไม่รับขอรับเพียงค่าจ้างที่พอเพียงจะปลดจำนองบ้านของพ่อแม่ตน และเงินที่จะช่วยปลดหนี้ให้เรืองยศที่โดนโกงไปนลเองก็ไม่ได้มีความสุข เพราะลึกๆ เขารู้ตัวดีว่ารักรินแค่ไหน และเมื่อได้รับรู้จากนายเป็ด ว่ารินกล้าหาญและเสี่ยงชีวิตเพื่อนลอย่างไร นลจึงเลิกฝืนใจตัวเองให้จงเกลียดจงชังรินอีกต่อไป โดยเฉพาะมีคุณยายชื่นที่เชียร์รินอย่างออกนอกหน้าในขณะที่เรืองยศเริ่มสานต่อความสัมพันธ์กับกิ่งกานต์ซึ่งเป็นลูกค้าคู่กัด ของตน นิยากับดนุก็เริ่มควงแขนกันอย่างเปิดเผย อาจารย์คงจะกะลิ้มกะเลี่ยกนกวรรณ แต่กลับได้ฝ่ามือมาฉาดหนึ่งแทน นลบอกรักริน และยกสถานะจากสาวใช้ไฮเทค มาเป็นคู่รักคู่ชีวิตของเขาคนเดียว ณ วันนี้...และตลอดไปออกอากาศ : ละครหลังข่าว ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ 20.25 น.บทประพันธ์ : โสภี พรรณรายบทโทรทัศน์ : ฉายฉันท์กำกับการแสดง : สำรวย รักชาติผู้ผลิต : ดารา วีดีโอ จำกัดขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ
นารูโตะ
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
นิทานมหาสนุก : ชาวนากับสัตว์เลี้ยง
ชาวนาคนหนึ่งติดพายุ หิมะอยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายวันจนอาหารที่ตุนไว้หมด จึงจำเป็นต้องนำแกะที่เลี้ยงไว้มาฆ่าเพื่อใช้ประทังชีวิต เมื่อเนื้อแกะหมดก็นำแพะที่เลี้ยงไว้มาฆ่ากิน แต่หิมะก็ยังตกหนักทำให้ต้องฆ่าวัวกินด้วยความจำเป็น
สุนัขสองตัวที่ ชาวนาเลี้ยงเอาไว้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดต่างปรึกษากันว่า “พวกเราเห็นทีจะไม่ปลอดภัยแล้วล่ะเพื่อนเอ๋ย แม้แต่วัวที่เลี้ยงเอาไว้ไถนาและใช้แรงงาน เจ้านายยังนำมาฆ่ากิน อีกหน่อยอาจถึงคราวพวกเรา รีบหนีเอาตัวรอดกันดีกว่า”
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า
เมื่อรู้ว่า กำลังจะมีภัยเกิดขึ้นกับตนควรรีบหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี ก่อนที่สายเกินไป
ชาวนาคนหนึ่งติดพายุ หิมะอยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายวันจนอาหารที่ตุนไว้หมด จึงจำเป็นต้องนำแกะที่เลี้ยงไว้มาฆ่าเพื่อใช้ประทังชีวิต เมื่อเนื้อแกะหมดก็นำแพะที่เลี้ยงไว้มาฆ่ากิน แต่หิมะก็ยังตกหนักทำให้ต้องฆ่าวัวกินด้วยความจำเป็น
สุนัขสองตัวที่ ชาวนาเลี้ยงเอาไว้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดต่างปรึกษากันว่า “พวกเราเห็นทีจะไม่ปลอดภัยแล้วล่ะเพื่อนเอ๋ย แม้แต่วัวที่เลี้ยงเอาไว้ไถนาและใช้แรงงาน เจ้านายยังนำมาฆ่ากิน อีกหน่อยอาจถึงคราวพวกเรา รีบหนีเอาตัวรอดกันดีกว่า”
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า
เมื่อรู้ว่า กำลังจะมีภัยเกิดขึ้นกับตนควรรีบหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี ก่อนที่สายเกินไป
นิทาน มหาสนุก : มดกับตั๊กแตน
ตั้ก แตนเจ้าสำราญตัวหนึ่งนิสัยเกียจคร้านชอบความสะดวกสบาย ตลอดช่วงฤดูร้อนที่สัตว์อื่นๆพากันหาอาหารไปเก็บสะสมไว้ในรังมันมัวแต่ร้อง ทำเพลงสนุกสนานไปวันๆ ครั้งถึงฤดูหนาวหิมะตกหนักตั้กแตนไม่สามารถหาอาหารกินได้ อดอยู่หลายวันจนในที่สุดต้องซมซานมาเคาะประตูรังของมดที่เคยรู้จัก
“ได้ โปรดเถิดเพื่อน ขออาหารให้ฉันประทังชีวิตสักหน่อยเมื่อพ้นฤดูหนาวอันแสนทารุณนี้แล้ว ฉันสัญญาว่าจะหามาใช้คืนให้เป็นเท่าตัว” ตั๊กแตนพยายามวิงวอน
“อ้าว…ก็ เมื่อตอนฤดูร้อนที่ใครๆเขาพากันทำมาหากินตัวเป็นเกลียว เจ้ามัวทำอะไรอยู่” มดย้อนถาม
“ฉัน ไม่ได้อยู่เปล่าๆหรอกนะ แต่ได้ร้องรำทำเพลงตลอดเวลาเมื่อตอนที่เธอ และเพื่อนๆขนอาหารผ่านมาก็ได้ยินมิใช่หรือ”
“ได้ ยินซิ..ในเมื่อเจ้ามัวแต่ร้องเพลงตลอดฤดูร้อน เมื่อถึงฤดูหนาวก็จงเต้นรำให้สนุกเถิด”กล่าวจบมดก็ปิดประตูทันที
นิทาน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ ที่ปล่อยวันเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างไร้ค่า ชีวิตย่อมพบเพียงความว่างเปล่า
ตั้ก แตนเจ้าสำราญตัวหนึ่งนิสัยเกียจคร้านชอบความสะดวกสบาย ตลอดช่วงฤดูร้อนที่สัตว์อื่นๆพากันหาอาหารไปเก็บสะสมไว้ในรังมันมัวแต่ร้อง ทำเพลงสนุกสนานไปวันๆ ครั้งถึงฤดูหนาวหิมะตกหนักตั้กแตนไม่สามารถหาอาหารกินได้ อดอยู่หลายวันจนในที่สุดต้องซมซานมาเคาะประตูรังของมดที่เคยรู้จัก
“ได้ โปรดเถิดเพื่อน ขออาหารให้ฉันประทังชีวิตสักหน่อยเมื่อพ้นฤดูหนาวอันแสนทารุณนี้แล้ว ฉันสัญญาว่าจะหามาใช้คืนให้เป็นเท่าตัว” ตั๊กแตนพยายามวิงวอน
“อ้าว…ก็ เมื่อตอนฤดูร้อนที่ใครๆเขาพากันทำมาหากินตัวเป็นเกลียว เจ้ามัวทำอะไรอยู่” มดย้อนถาม
“ฉัน ไม่ได้อยู่เปล่าๆหรอกนะ แต่ได้ร้องรำทำเพลงตลอดเวลาเมื่อตอนที่เธอ และเพื่อนๆขนอาหารผ่านมาก็ได้ยินมิใช่หรือ”
“ได้ ยินซิ..ในเมื่อเจ้ามัวแต่ร้องเพลงตลอดฤดูร้อน เมื่อถึงฤดูหนาวก็จงเต้นรำให้สนุกเถิด”กล่าวจบมดก็ปิดประตูทันที
นิทาน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ ที่ปล่อยวันเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างไร้ค่า ชีวิตย่อมพบเพียงความว่างเปล่า
นิทาน ชาดก – วิธีการหลอกลวง
วิธีการหลอกลวง
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุลูกศิษย์ของพระสารีบุตรผู้ถามถึงวิธีการได้ลาภสักการะด้วยการ หลอกลวง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีลูกศิษย์อยู่ประมาณ ๕๐๐ คน ตั้งสำนักเรียนอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมีลูกศิษย์คนหนึ่งเข้าไปถามถึงวิธีได้เงินทองว่า ” อาจารย์ครับ ผมเรียนใกล้จะจบแล้ว ผมอยากทราบว่าชาวโลกเขา มีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างไรครับ ” อาจารย์ตอบว่า ” ฟังนะเธอ ชาวโลกเขามีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเลย อยู่ ๔ วิธี คือ
“ไม่ใช่คนบ้าทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนพูดส่อเสียดทำเป็นเหมือนคนพูดส่อเสียด
ไม่ใช่นักฟ้อนรำทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนพูดพล่อยทำเป็นเหมือนคนพูดพล่อย
ย่อมได้เงินทองจากคนผู้หลงงมงาย นี่เป็นคำสอนสำหรับเธอ ”
” มันมีความหมายว่าอย่างไรครับ อาจารย์ช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครับ ” ลูกศิษย์ซักไซ้ต่อ อาจารย์จึงอธิบายให้ฟังว่า ” คนบ้า ผู้คนมักจะไม่ถือโทษโกรธเคือง เขาจะหยิบฉวยอะไรไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร ขนม หรือเงินทอง คนที่ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่กลัวนรก มีความโกรธ ถูกตัณหาครอบงำ ย่อมทำกรรมชั่วทุกอย่าง ได้เช่นกันกับคนบ้า เขาจะแสวงหาเงินทองมาด้วยวิธีการแบบคนบ้า
คนพูดส่อเสียด ย่อมสามารถพูดคำไม่เป็นจริงให้เป็นจริงได้ สามารถใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นให้เสียหายได้ ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องรู้จักพูดส่อเสียด
นักฟ้อนรำ ย่อมไม่มีหิริโอตตัปปะ ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ทรัพย์มา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ
คนพูดพล่อย ย่อมทำตัวเป็นคนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผู้คนกลัวคนผู้นี้จะประจานจึงมอบทรัพย์ให้เขาเพื่อปิดปาก ทรัพย์จำนวนมากจึงเกิดขึ้นแก่เขา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทอง จึงต้องรู้จักเป็นคนพูดพล่อย ”
ลูกศิษย์ได้ฟังแล้วจึงพูดตำหนิวิธีการหลอกลวงให้ได้ลาภมาโดยไม่คำนึงถึง คุณธรรมว่า ” อาจารย์ครับ ถ้าเป้นเช่นนี้การออกบวชจะประเสริฐกว่าการแสวงหาลาภโดยไม่มีคุณธรรมเลย ” ว่าแล้วจึงตัดสินใจออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าจนตราบเท่าชีวิต
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
วิธีการหลอกลวงของผู้คนในโลกนี้มีอยู่ ๔ วิธีหลัก ให้พึงระวังเข้าไว้
วิธีการหลอกลวง
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุลูกศิษย์ของพระสารีบุตรผู้ถามถึงวิธีการได้ลาภสักการะด้วยการ หลอกลวง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีลูกศิษย์อยู่ประมาณ ๕๐๐ คน ตั้งสำนักเรียนอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมีลูกศิษย์คนหนึ่งเข้าไปถามถึงวิธีได้เงินทองว่า ” อาจารย์ครับ ผมเรียนใกล้จะจบแล้ว ผมอยากทราบว่าชาวโลกเขา มีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างไรครับ ” อาจารย์ตอบว่า ” ฟังนะเธอ ชาวโลกเขามีวิธีการหลอกลวงให้ได้เงินทองโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเลย อยู่ ๔ วิธี คือ
“ไม่ใช่คนบ้าทำเป็นเหมือนคนบ้า ไม่ใช่คนพูดส่อเสียดทำเป็นเหมือนคนพูดส่อเสียด
ไม่ใช่นักฟ้อนรำทำเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ ไม่ใช่คนพูดพล่อยทำเป็นเหมือนคนพูดพล่อย
ย่อมได้เงินทองจากคนผู้หลงงมงาย นี่เป็นคำสอนสำหรับเธอ ”
” มันมีความหมายว่าอย่างไรครับ อาจารย์ช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครับ ” ลูกศิษย์ซักไซ้ต่อ อาจารย์จึงอธิบายให้ฟังว่า ” คนบ้า ผู้คนมักจะไม่ถือโทษโกรธเคือง เขาจะหยิบฉวยอะไรไปก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร ขนม หรือเงินทอง คนที่ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่กลัวนรก มีความโกรธ ถูกตัณหาครอบงำ ย่อมทำกรรมชั่วทุกอย่าง ได้เช่นกันกับคนบ้า เขาจะแสวงหาเงินทองมาด้วยวิธีการแบบคนบ้า
คนพูดส่อเสียด ย่อมสามารถพูดคำไม่เป็นจริงให้เป็นจริงได้ สามารถใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นให้เสียหายได้ ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องรู้จักพูดส่อเสียด
นักฟ้อนรำ ย่อมไม่มีหิริโอตตัปปะ ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ทรัพย์มา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทองก็ต้องเป็นเหมือนนักฟ้อนรำ
คนพูดพล่อย ย่อมทำตัวเป็นคนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผู้คนกลัวคนผู้นี้จะประจานจึงมอบทรัพย์ให้เขาเพื่อปิดปาก ทรัพย์จำนวนมากจึงเกิดขึ้นแก่เขา ฉะนั้น ผู้ต้องการเงินทอง จึงต้องรู้จักเป็นคนพูดพล่อย ”
ลูกศิษย์ได้ฟังแล้วจึงพูดตำหนิวิธีการหลอกลวงให้ได้ลาภมาโดยไม่คำนึงถึง คุณธรรมว่า ” อาจารย์ครับ ถ้าเป้นเช่นนี้การออกบวชจะประเสริฐกว่าการแสวงหาลาภโดยไม่มีคุณธรรมเลย ” ว่าแล้วจึงตัดสินใจออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าจนตราบเท่าชีวิต
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
วิธีการหลอกลวงของผู้คนในโลกนี้มีอยู่ ๔ วิธีหลัก ให้พึงระวังเข้าไว้
นิทาน ชาดก – บุญที่ให้ทานแก่ปลา
บุญที่ให้ทานแก่ปลา
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพ่อค้าโกงชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกชายของพ่อค้าตระกูลหนึ่งในเมืองพาราณสี มีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วสองพี่น้องได้ปรึกษาหารือกันเรื่องบริหารกิจการค้า ขาย ตกลงกันเดินทางไปสะสางบัญชีการค้าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้เงินพันหนึ่งแล้วก็เดินทางกลับมานั่งกินข้าวห่อรอเรือข้ามฟากที่ริมฝั่ง แม่น้ำคงคา
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ให้อาหารที่เหลือแก่ปลาในแม่น้ำแล้วอุทิศส่วนบุญกุศลให้สรรพ สัตว์รวมถึงเทวดาที่แม่น้ำนั้นด้วย เทวดาพออนุโมทนารับส่วนบุญเท่านั้น ก็เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภยศอันเป็นทิพย์ เมื่อให้อาหารปลาหมดแล้วเขาก็ลาดผ้าบนหาดทรายล้มตัวลงนอนหลับไป ส่วนน้องชายของเขามีนิสัยเป็นหัวขโมยมาตั้งแต่เด็ก นั่งคิดวางแผนฉกเอาทรัพย์จึงห่อก้อนหินขึ้นห่อหนึ่งขนาดเท่ากับถุงห่อเงิน นั้น
เมื่อเรือข้ามฟากมาถึง เขาก็ปลุกพี่ชายแล้วถือถุงสองถุงขึ้นเรือไปก่อน เมื่อเรือไปถึงกลางแม่น้ำ เขาก็ทำให้เรือโครงเครงทำทีเป็นเสียหลักโยนถุงหนึ่งลงน้ำไปพร้อมกับพูดขึ้น ว่า
” พี่ ถุงห่อเงินตกน้ำไปแล้ว เราจะทำอย่างไรละทีนี้ ”
” เมื่อมันตกน้ำไปแล้วก็ช่างมันเถอะ อย่าคิดถึงมันเลยหาเอาใหม่ได้มากกว่านี้ ” พี่ชายตอบ
เทวดาประจำแม่น้ำคงคาเห็นเหตุการณ์นั้นตลอดจึงบันดาลให้ปลาปากกว้างตัว หนึ่งมากลืนกินถุงเงินนั้นไป ฝ่ายน้องชายเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็รีบแก้ถุงเงินอีกถุงหนึ่งออกดูด้วยความ กระหยิ่มใจ แต่พอแก้ห่อดูกลับเป็นถุงห่อก้อนหินจึงได้แต่นั่งคร่ำครวญเสียใจอยู่คนเดียว ที่หลงทิ้งถุงห่อเงินลงน้ำไป ฝ่ายพี่ชายก็กลับไปบ้านของตนโดยไม่คิดอะไร
หลายวันต่อมา พวกชาวประมงไปหาปลาจับได้ปลาปากกว้างตัวนั้น จึงเที่ยวเดินขายปลาอยู่ว่า
” ปลาสดๆ จ้า ตัวนี้ขายตัวละ ๑,๗๐๐ บาท สนไหมครับ ”
ชาวบ้านพากันหัวเราะเยาะว่า ” ปลาอะไรจะแพงขนาดนั้นละ ” จึงไม่มีใครซื้อไป พวกเขาเดินขายไปจนถึงประตูร้านบ้านของพระโพธิสัตว์ได้ร้องขายปลาอยู่หน้า ร้านนั้น
พระโพธิสัตว์เดินออกมาดูปลา สนใจปลาปากกว้างตัวนั้นจึงถามราคาว่า
” ปลาตัวนี้ราคาเท่าไหร่จ้ะ ”
” ผมขายให้ ๒๘ บาทละกันครับ ” ชาวประมงตอบ
เขาจึงซื้อปลาตัวนั้นไปมอบให้ภรรยาปรุงอาหาร พอภรรยาผ่าท้องปลาเท่านั้นก็พบถุงเงินจึงมอบให้เขา เขาเปิดดูเห็นตราประทับห่อของตนก็จำได้ จึงนั่งคิดแปลกใจอยู่คนเดียวว่า
” แปลกจัง ชาวประมงร้องขายปลาให้คนอื่น ๑,๗๐๐ บาท แต่ขายให้เราเพียง ๒๘ บาท เราได้เงินคืนมาเพราะอะไรหนอ ”
ขณะนั้น เทวดาได้ปรากฏร่างยืนอยู่ในอากาศพูดว่า
” เราเป็นเทวดาประจำแม่น้ำคงคา ท่านให้อาหารปลาวันนั้นแล้วอุทิศส่วนบุญแก่เรา เราจึงขอมอบทรัพย์แก่ท่านคืน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแผนการณ์ของน้องชายท่านเอง ชื่อว่าความเจริญย่อมไม่เกิดแก่คนผู้มีจิตคิดร้ายผู้อื่น ”
แล้วได้กล่าวคาถาว่า
” ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติของพี่น้องและของพ่อแม่
ผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้มีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่นับถือเขา ”
กล่าวคาถาจบก็หายร่างไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผลบุญกุศลช่วยให้ผู้มีจิตไม่ประทุษร้ายได้รับของคืน แม้เทวดาก็สรรเสริญยกย่อง
บุญที่ให้ทานแก่ปลา
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพ่อค้าโกงชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกชายของพ่อค้าตระกูลหนึ่งในเมืองพาราณสี มีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วสองพี่น้องได้ปรึกษาหารือกันเรื่องบริหารกิจการค้า ขาย ตกลงกันเดินทางไปสะสางบัญชีการค้าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้เงินพันหนึ่งแล้วก็เดินทางกลับมานั่งกินข้าวห่อรอเรือข้ามฟากที่ริมฝั่ง แม่น้ำคงคา
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ให้อาหารที่เหลือแก่ปลาในแม่น้ำแล้วอุทิศส่วนบุญกุศลให้สรรพ สัตว์รวมถึงเทวดาที่แม่น้ำนั้นด้วย เทวดาพออนุโมทนารับส่วนบุญเท่านั้น ก็เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภยศอันเป็นทิพย์ เมื่อให้อาหารปลาหมดแล้วเขาก็ลาดผ้าบนหาดทรายล้มตัวลงนอนหลับไป ส่วนน้องชายของเขามีนิสัยเป็นหัวขโมยมาตั้งแต่เด็ก นั่งคิดวางแผนฉกเอาทรัพย์จึงห่อก้อนหินขึ้นห่อหนึ่งขนาดเท่ากับถุงห่อเงิน นั้น
เมื่อเรือข้ามฟากมาถึง เขาก็ปลุกพี่ชายแล้วถือถุงสองถุงขึ้นเรือไปก่อน เมื่อเรือไปถึงกลางแม่น้ำ เขาก็ทำให้เรือโครงเครงทำทีเป็นเสียหลักโยนถุงหนึ่งลงน้ำไปพร้อมกับพูดขึ้น ว่า
” พี่ ถุงห่อเงินตกน้ำไปแล้ว เราจะทำอย่างไรละทีนี้ ”
” เมื่อมันตกน้ำไปแล้วก็ช่างมันเถอะ อย่าคิดถึงมันเลยหาเอาใหม่ได้มากกว่านี้ ” พี่ชายตอบ
เทวดาประจำแม่น้ำคงคาเห็นเหตุการณ์นั้นตลอดจึงบันดาลให้ปลาปากกว้างตัว หนึ่งมากลืนกินถุงเงินนั้นไป ฝ่ายน้องชายเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็รีบแก้ถุงเงินอีกถุงหนึ่งออกดูด้วยความ กระหยิ่มใจ แต่พอแก้ห่อดูกลับเป็นถุงห่อก้อนหินจึงได้แต่นั่งคร่ำครวญเสียใจอยู่คนเดียว ที่หลงทิ้งถุงห่อเงินลงน้ำไป ฝ่ายพี่ชายก็กลับไปบ้านของตนโดยไม่คิดอะไร
หลายวันต่อมา พวกชาวประมงไปหาปลาจับได้ปลาปากกว้างตัวนั้น จึงเที่ยวเดินขายปลาอยู่ว่า
” ปลาสดๆ จ้า ตัวนี้ขายตัวละ ๑,๗๐๐ บาท สนไหมครับ ”
ชาวบ้านพากันหัวเราะเยาะว่า ” ปลาอะไรจะแพงขนาดนั้นละ ” จึงไม่มีใครซื้อไป พวกเขาเดินขายไปจนถึงประตูร้านบ้านของพระโพธิสัตว์ได้ร้องขายปลาอยู่หน้า ร้านนั้น
พระโพธิสัตว์เดินออกมาดูปลา สนใจปลาปากกว้างตัวนั้นจึงถามราคาว่า
” ปลาตัวนี้ราคาเท่าไหร่จ้ะ ”
” ผมขายให้ ๒๘ บาทละกันครับ ” ชาวประมงตอบ
เขาจึงซื้อปลาตัวนั้นไปมอบให้ภรรยาปรุงอาหาร พอภรรยาผ่าท้องปลาเท่านั้นก็พบถุงเงินจึงมอบให้เขา เขาเปิดดูเห็นตราประทับห่อของตนก็จำได้ จึงนั่งคิดแปลกใจอยู่คนเดียวว่า
” แปลกจัง ชาวประมงร้องขายปลาให้คนอื่น ๑,๗๐๐ บาท แต่ขายให้เราเพียง ๒๘ บาท เราได้เงินคืนมาเพราะอะไรหนอ ”
ขณะนั้น เทวดาได้ปรากฏร่างยืนอยู่ในอากาศพูดว่า
” เราเป็นเทวดาประจำแม่น้ำคงคา ท่านให้อาหารปลาวันนั้นแล้วอุทิศส่วนบุญแก่เรา เราจึงขอมอบทรัพย์แก่ท่านคืน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแผนการณ์ของน้องชายท่านเอง ชื่อว่าความเจริญย่อมไม่เกิดแก่คนผู้มีจิตคิดร้ายผู้อื่น ”
แล้วได้กล่าวคาถาว่า
” ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติของพี่น้องและของพ่อแม่
ผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้มีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่นับถือเขา ”
กล่าวคาถาจบก็หายร่างไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผลบุญกุศลช่วยให้ผู้มีจิตไม่ประทุษร้ายได้รับของคืน แม้เทวดาก็สรรเสริญยกย่อง
นิทานชาดก – คนชั่วสรรเสริญกันเอง
คนชั่วสรรเสริญกันเอง
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีโคแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อโคนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อโคนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า ” ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง ”
สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วชื่นใจพูดตอบว่า ” กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด”
รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า
” บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด
บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ
คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ
คนชั่วสรรเสริญกันเอง
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีโคแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อโคนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อโคนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า ” ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง ”
สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วชื่นใจพูดตอบว่า ” กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด”
รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า
” บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด
บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ
คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ
นิทาน ชาดก – กากินน้ำทะเล
กากินน้ำทะเล
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระผู้ไม่รู้จักพอแล้วเที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาว่า
” บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง
บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง ”
แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นมักร้องห้ามฝูงนก ฝูงปลาว่า
” ท่านทั้งหลาย จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย ”
เทวดาเห็นพฤติกรรมของมันแล้วจึงถามไปว่า
” ใครนะ ช่างบินวนเวียนอยู่แถวนี้ เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาอยู่ ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ ”
มันจึงตอบว่า ” ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัวว่าน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น ”
เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า
” ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที
ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้
ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้ ”
ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำนั้นให้หนีไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าไปพะวงอะไรกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่านไปเปล่า ๆ
กากินน้ำทะเล
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระผู้ไม่รู้จักพอแล้วเที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาว่า
” บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง
บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง ”
แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นมักร้องห้ามฝูงนก ฝูงปลาว่า
” ท่านทั้งหลาย จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย ”
เทวดาเห็นพฤติกรรมของมันแล้วจึงถามไปว่า
” ใครนะ ช่างบินวนเวียนอยู่แถวนี้ เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาอยู่ ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ ”
มันจึงตอบว่า ” ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัวว่าน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น ”
เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า
” ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที
ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้
ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้ ”
ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำนั้นให้หนีไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าไปพะวงอะไรกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่านไปเปล่า ๆ
นิทาน ชาดก – ลิงเจ้าปัญญา
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้พยายามปลงพระชนม์พระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาลิงมีรูปร่างใหญ่โตสวยงาม มีพละกำลังเท่าช้าง อาศัยอยู่ที่ราวป่า คุ้งแม่น้ำแห่งหนึ่ง ในแม่น้ำนั้นมีจระเข้สองผัวเมียอาศัยอยู่ วันหนึ่ง จระเข้ตัวเมียเห็นร่างกายของพญาลิงแล้วเกิดแพ้ท้องอยากกินหัวใจลิงตัวนั้น
“พี่ช่วยนำมันมาให้น้องหน่อยนะจ๊ะ”
สามีพูดว่า “น้องจ๋าเราเป็นสัตว์ในน้ำ ลิงเป็นสัตว์บนบก พี่จะจับลิงได้อย่างไรละจ๊ะ”
เมียพูดด้วยความน้อยในว่า “พี่ต้องหาวิธีจับมันมาให้ได้ มิเช่นนั้นน้องขอตายดีกว่า”
สามีจึงพูดปลอบใจว่า “น้องจ๋า อย่างเพิ่งตายเลยจ๊ะ พี่จะไปจับมันมาเดี๋ยวนี้ละจ๊ะ”
ว่าแล้วก็ไปหาพญาลิงที่กำลังลงมาดื่มน้ำที่ฝั่งพอดี ร้องถามขึ้นว่า “ท่านลิง ท่านกินแต่กล้วยที่ฝั่งนี้ไม่เบื่อรึไง ไม่คิดอยากจะข้ามไปกินผลไม้ฝั่งโน้นบ้างหรือ”
ลิงตอบว่า “ท่านจระเข้ แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพศาล เราจะข้ามไปได้อย่างไร”
จระเข้ ได้ทีจึงเสนอตัวว่า “ถ้าท่านจะไปจริง ๆ ก็ขึ้นบนหลังของเราไปก็ได้ เราอาสาจะไปส่ง”
ลิงเชื่อคำพูดของมันจึงได้กระโดดขึ้นบนหลังจระเข้ไป
จระเข้พอพาลิงไปถึงกลางแม่น้ำก็มุดลงดำน้ำ ลิงร้องถามว่า “ท่านแกล้งเรา จะให้เราจมน้ำตายรึไง”
จระเข้ตอบว่า “เรามิได้คิดอาสาจะพาท่านไปฝั่งโน้นจริง ๆ หรอก เมียเราแพ้ท้องอยากกินหัวใจท่าน เราจะพาท่านไปให้เมียเรากินต่างหาก”
ลิงพูดขึ้นด้วยเล่ห์ว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านบอกมาก็ดีแล้ว หากหัวใจอยู่ในท้องเราเมื่อกระโดดไปมาบนต้นไม้ หัวใจเราก็แหลกหมดนะสิ หัวใจไม่ได้อยู่กับเรา”
จระเข้หลงกลถามไปว่า “แล้วท่านเอาหัวใจไปไว้ที่ไหนละ”
ลิงจึงชี้ไปที่ต้นมะเดื่อต้นหนึ่งที่ไม่ไกลนักมีผลสุกเป็นพวงอยู่ พร้อมกับพูดว่า “นั่นไง หัวใจของเราแขวนอยู่ที่ต้นมะเดื่อนั่นไง”
จระเข้พูดว่า “หากท่านให้หัวใจแก่เรา เราจะไม่ฆ่าท่าน”
ลิงพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านพาเราไปที่นั้นสิ เราจะให้หัวใจแก่ท่าน”
จระเข้จึงพาลิงไปส่งที่ต้นมะเดื่อนั้น ลิงกระโดดขึ้นต้นมะเดื่อไปแล้ว พร้อมกับพูดว่า
“เจ้าจระเข้หน้าโง่ หัวใจสัตว์ตัวไหนจะอยู่บนยอดไม้ เจ้าใหญ่แต่ตัวเสียเปล่า หามีปัญญาไม่” แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
“เราไม่ต้องการด้วยผลมะม่วง ผลหว้า และผลขนุนที่ท่านเห็นฝั่งสมุทรโน้น ผลมะเดื่อของเราต้นนี้ดีกว่าร่างกายของท่านใหญ่โตเสียเปล่าแต่ปัญญาไม่สมกับ ร่างกายเลย จระเข้..ถูกเราลวงแล้วนัดนี้เจ้าจงไปตามสบายเถิด”
จระเข้พอทราบว่าหลงกลลิงแล้วก็เป็นทุกข์เสียใจซึมเซาเหมือนกับเสียพนัน มุดกลับยังถิ่นที่อยู่ของตนตามเดิม
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด รู้จักใช้ปัญญาเอาชีวิตรอดมาได้เป็นยอดดี
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้พยายามปลงพระชนม์พระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาลิงมีรูปร่างใหญ่โตสวยงาม มีพละกำลังเท่าช้าง อาศัยอยู่ที่ราวป่า คุ้งแม่น้ำแห่งหนึ่ง ในแม่น้ำนั้นมีจระเข้สองผัวเมียอาศัยอยู่ วันหนึ่ง จระเข้ตัวเมียเห็นร่างกายของพญาลิงแล้วเกิดแพ้ท้องอยากกินหัวใจลิงตัวนั้น
“พี่ช่วยนำมันมาให้น้องหน่อยนะจ๊ะ”
สามีพูดว่า “น้องจ๋าเราเป็นสัตว์ในน้ำ ลิงเป็นสัตว์บนบก พี่จะจับลิงได้อย่างไรละจ๊ะ”
เมียพูดด้วยความน้อยในว่า “พี่ต้องหาวิธีจับมันมาให้ได้ มิเช่นนั้นน้องขอตายดีกว่า”
สามีจึงพูดปลอบใจว่า “น้องจ๋า อย่างเพิ่งตายเลยจ๊ะ พี่จะไปจับมันมาเดี๋ยวนี้ละจ๊ะ”
ว่าแล้วก็ไปหาพญาลิงที่กำลังลงมาดื่มน้ำที่ฝั่งพอดี ร้องถามขึ้นว่า “ท่านลิง ท่านกินแต่กล้วยที่ฝั่งนี้ไม่เบื่อรึไง ไม่คิดอยากจะข้ามไปกินผลไม้ฝั่งโน้นบ้างหรือ”
ลิงตอบว่า “ท่านจระเข้ แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพศาล เราจะข้ามไปได้อย่างไร”
จระเข้ ได้ทีจึงเสนอตัวว่า “ถ้าท่านจะไปจริง ๆ ก็ขึ้นบนหลังของเราไปก็ได้ เราอาสาจะไปส่ง”
ลิงเชื่อคำพูดของมันจึงได้กระโดดขึ้นบนหลังจระเข้ไป
จระเข้พอพาลิงไปถึงกลางแม่น้ำก็มุดลงดำน้ำ ลิงร้องถามว่า “ท่านแกล้งเรา จะให้เราจมน้ำตายรึไง”
จระเข้ตอบว่า “เรามิได้คิดอาสาจะพาท่านไปฝั่งโน้นจริง ๆ หรอก เมียเราแพ้ท้องอยากกินหัวใจท่าน เราจะพาท่านไปให้เมียเรากินต่างหาก”
ลิงพูดขึ้นด้วยเล่ห์ว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านบอกมาก็ดีแล้ว หากหัวใจอยู่ในท้องเราเมื่อกระโดดไปมาบนต้นไม้ หัวใจเราก็แหลกหมดนะสิ หัวใจไม่ได้อยู่กับเรา”
จระเข้หลงกลถามไปว่า “แล้วท่านเอาหัวใจไปไว้ที่ไหนละ”
ลิงจึงชี้ไปที่ต้นมะเดื่อต้นหนึ่งที่ไม่ไกลนักมีผลสุกเป็นพวงอยู่ พร้อมกับพูดว่า “นั่นไง หัวใจของเราแขวนอยู่ที่ต้นมะเดื่อนั่นไง”
จระเข้พูดว่า “หากท่านให้หัวใจแก่เรา เราจะไม่ฆ่าท่าน”
ลิงพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านพาเราไปที่นั้นสิ เราจะให้หัวใจแก่ท่าน”
จระเข้จึงพาลิงไปส่งที่ต้นมะเดื่อนั้น ลิงกระโดดขึ้นต้นมะเดื่อไปแล้ว พร้อมกับพูดว่า
“เจ้าจระเข้หน้าโง่ หัวใจสัตว์ตัวไหนจะอยู่บนยอดไม้ เจ้าใหญ่แต่ตัวเสียเปล่า หามีปัญญาไม่” แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
“เราไม่ต้องการด้วยผลมะม่วง ผลหว้า และผลขนุนที่ท่านเห็นฝั่งสมุทรโน้น ผลมะเดื่อของเราต้นนี้ดีกว่าร่างกายของท่านใหญ่โตเสียเปล่าแต่ปัญญาไม่สมกับ ร่างกายเลย จระเข้..ถูกเราลวงแล้วนัดนี้เจ้าจงไปตามสบายเถิด”
จระเข้พอทราบว่าหลงกลลิงแล้วก็เป็นทุกข์เสียใจซึมเซาเหมือนกับเสียพนัน มุดกลับยังถิ่นที่อยู่ของตนตามเดิม
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด รู้จักใช้ปัญญาเอาชีวิตรอดมาได้เป็นยอดดี
นิทานชาดก – นกหัวขวานกับราชสีห์
นกหัวขวานกับราชสีห์
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวันเมืองราชคฤห์ ทรงปรารภความอกตัญญูของพระเทวทัต ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกหัวขวานอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีราชสีห์ตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ในบริเวณเดียวกัน วันหนึ่ง ราชสีห์กินเนื้อด้วยความมูมมามจึงทำให้กระดูกติดคอจนคอบวม มันไม่สามารถจับเหยื่อหากินได้นอนปวดร้าวทรมานอยู่ หลายวันต่อมานกหัวขวานบินเที่ยวหากินไปพบมันเข้าจึงจับกิ่งไม้ร้องถามไปว่า
” ท่านราชสีห์ ท่านนอนร้องครวญครางอยู่ เป็นอะไรหรือ ? ”
” กระดูกติดคอเรานะสิ เรานอนเจ็บปวดทรมานมาหลายวันแล้ว ช่วยเราด้วย ” มันร้องตอบ
นกหัวขวานพูดว่า ” เราอยากจะช่วยท่านอยู่ แต่ไม่กล้าจะเข้าไปในปากท่าน กลัวท่านจะกินเรา” ราชสีห์อ้อนวอนว่า ” ท่านอย่ากลัวไปเลย เราไม่กินท่านดอก ช่วยเราด้วยนะ”
นกหัวขวานใจอ่อนด้วยความกรุณาสงสารราชสีห์จึงรับคำช่วยเหลือ ให้ราชสีห์นอนตะแคงแล้วใช้ท่อนไม้ค้ำปากของมันให้อ้าปากไว้ เพื่อไม่ให้มันหุบปากได้ แล้วเข้าไปในปากราชสีห์ ใช้ปากจิกกระดูกให้เคลื่อนเข้าไปในท้องของมันแล้วจิกท่อนไม้ให้ล้มลง บินขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ตามเดิม ทำให้ราชสีห์หมดทุกข์เที่ยวจับเหยื่อกินได้เป็นปกติ
อีกหลายวันต่อมา นกหัวขวานบินหากินไปพบราชสีห์กำลังนอนแทะเนื้ออยู่ คิดจะทดสอบจิตใจของราชสีห์ จึงจับบนกิ่งไม้เหนือราชสีห์นั้นแล้วพูดว่า ” ท่านจอมแห่งไพร ขอแสดงความเคารพ เราเคยได้ช่วยเหลือท่านอย่างหนึ่ง แล้วท่านจะมีอะไรตอบแทนกันบ้างหนอ”
ราชสีห์ตอบว่า ” เจ้านกหัวขวานเอ๋ย ในวันนั้น ขณะที่เจ้าอยู่ในปากของเรา เจ้าเอาชีวิตรอดออกมาได้ก็นับว่าเป็นบุญของเจ้าแล้วละ เจ้าจะเอาอะไรอีก ”
นกหัวขวานได้ฟังเช่นนั้นแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
” ผู้ไม่รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นทำแล้ว ผู้ที่ไม่เคยทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ใคร
ผู้ที่ไม่ตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำให้แล้ว
น่าตำหนิ ความกตัญญูไม่มีในผู้ใด การคบหาผู้นั้น ก็ไร้ประโยชน์ .
แม้อุปการคุณที่กระทำต่อหน้า มิตรธรรมยังหาไม่ได้ในบุคคลใด
บัณฑิตไม่ริษยา ไม่ด่าบุคคลนั้น พึงค่อย ๆ หลีกห่างออกจากบุคคลนั้นไปเสีย ”
กล่าวจบก็บินหนีเข้าป่าไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล
ผู้ไม่รู้บุญคุณที่เขาทำไว้แล้ว ไม่ควรคบสมาคมด้วย
นกหัวขวานกับราชสีห์
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวันเมืองราชคฤห์ ทรงปรารภความอกตัญญูของพระเทวทัต ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกหัวขวานอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีราชสีห์ตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ในบริเวณเดียวกัน วันหนึ่ง ราชสีห์กินเนื้อด้วยความมูมมามจึงทำให้กระดูกติดคอจนคอบวม มันไม่สามารถจับเหยื่อหากินได้นอนปวดร้าวทรมานอยู่ หลายวันต่อมานกหัวขวานบินเที่ยวหากินไปพบมันเข้าจึงจับกิ่งไม้ร้องถามไปว่า
” ท่านราชสีห์ ท่านนอนร้องครวญครางอยู่ เป็นอะไรหรือ ? ”
” กระดูกติดคอเรานะสิ เรานอนเจ็บปวดทรมานมาหลายวันแล้ว ช่วยเราด้วย ” มันร้องตอบ
นกหัวขวานพูดว่า ” เราอยากจะช่วยท่านอยู่ แต่ไม่กล้าจะเข้าไปในปากท่าน กลัวท่านจะกินเรา” ราชสีห์อ้อนวอนว่า ” ท่านอย่ากลัวไปเลย เราไม่กินท่านดอก ช่วยเราด้วยนะ”
นกหัวขวานใจอ่อนด้วยความกรุณาสงสารราชสีห์จึงรับคำช่วยเหลือ ให้ราชสีห์นอนตะแคงแล้วใช้ท่อนไม้ค้ำปากของมันให้อ้าปากไว้ เพื่อไม่ให้มันหุบปากได้ แล้วเข้าไปในปากราชสีห์ ใช้ปากจิกกระดูกให้เคลื่อนเข้าไปในท้องของมันแล้วจิกท่อนไม้ให้ล้มลง บินขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ตามเดิม ทำให้ราชสีห์หมดทุกข์เที่ยวจับเหยื่อกินได้เป็นปกติ
อีกหลายวันต่อมา นกหัวขวานบินหากินไปพบราชสีห์กำลังนอนแทะเนื้ออยู่ คิดจะทดสอบจิตใจของราชสีห์ จึงจับบนกิ่งไม้เหนือราชสีห์นั้นแล้วพูดว่า ” ท่านจอมแห่งไพร ขอแสดงความเคารพ เราเคยได้ช่วยเหลือท่านอย่างหนึ่ง แล้วท่านจะมีอะไรตอบแทนกันบ้างหนอ”
ราชสีห์ตอบว่า ” เจ้านกหัวขวานเอ๋ย ในวันนั้น ขณะที่เจ้าอยู่ในปากของเรา เจ้าเอาชีวิตรอดออกมาได้ก็นับว่าเป็นบุญของเจ้าแล้วละ เจ้าจะเอาอะไรอีก ”
นกหัวขวานได้ฟังเช่นนั้นแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
” ผู้ไม่รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นทำแล้ว ผู้ที่ไม่เคยทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ใคร
ผู้ที่ไม่ตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำให้แล้ว
น่าตำหนิ ความกตัญญูไม่มีในผู้ใด การคบหาผู้นั้น ก็ไร้ประโยชน์ .
แม้อุปการคุณที่กระทำต่อหน้า มิตรธรรมยังหาไม่ได้ในบุคคลใด
บัณฑิตไม่ริษยา ไม่ด่าบุคคลนั้น พึงค่อย ๆ หลีกห่างออกจากบุคคลนั้นไปเสีย ”
กล่าวจบก็บินหนีเข้าป่าไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล
ผู้ไม่รู้บุญคุณที่เขาทำไว้แล้ว ไม่ควรคบสมาคมด้วย
นิทาน ชาดก – จุลลกเศรษฐี
ครั้งหนึ่งในอดีตกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อจุลลกะเป็นผู้มีความสามารถ พยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยเหตุจากนิมิตต่างๆ
วันหนึ่งจุลลกเศรษฐี
นั่งรถม้าผ่านมาเห็นหนู ตายตัวหนึ่งอยู่บนถนน ชายหนุ่มยากจนคนหนึ่ง ได้ยินท่านเศรษฐีกล่าวเช่นนั้น จึงคิดนำหนูตายตัวนั้นไปทำให้เกิดประโยชน์ ชายหนุ่มนำหนูตายไปขายให้ยายแก่ได้เงินมา ๑ กากนึก ในวันรุ่งขึ้นเขาจึง นำเงินไปซื้อน้ำอ้อย
มาขายที่ประตูเมืองเมื่อได้ดอกไม้มา เขาก็นำไปขาย ทำอย่างนี้อยู่ไม่นานก็สามารถรวบรวมทรัพย์ได้ถึง ๘ กหาปณะ ต่อมาวันหนึ่งในฤดูฝน ฝนตกหนักพายุ
พัดแรง กิ่งไม้ในพระราชอุทยานหักล้มระเนระนาดเมื่อนายอุทยาน
มาพบเข้า จึงเกิดความกังวลถึงเรื่องการขนย้ายต้นไม้ที่ล้มจำนวนมาก
ออกจากอุทยานเมื่อชายหนุ่มรับปากกับนายอุทยานแล้ว เขาจึงเดินไปยังสนามเด็กเล่นเมื่อชายหนุ่มได้บอกถึงเรื่องที่ต้องการให้ช่วย เหลือเด็กๆ เหล่านั้นจึงมาช่วยขนต้นไม้กิ่งไม้ออกจากอุทยานด้วยความเต็มใจ เขาได้ทร้พย์มา จากการขายกิ่งไม้เหล่านั้น ถึง ๑๖ กหาปณะและยังได้โอ่งน้ำเนื้อดีใบใหญ่ และหม้อไห ต่างๆ มาอีก ๕ ใบ
ครั้งหนึ่งในอดีตกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อจุลลกะเป็นผู้มีความสามารถ พยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยเหตุจากนิมิตต่างๆ
วันหนึ่งจุลลกเศรษฐี
นั่งรถม้าผ่านมาเห็นหนู ตายตัวหนึ่งอยู่บนถนน ชายหนุ่มยากจนคนหนึ่ง ได้ยินท่านเศรษฐีกล่าวเช่นนั้น จึงคิดนำหนูตายตัวนั้นไปทำให้เกิดประโยชน์ ชายหนุ่มนำหนูตายไปขายให้ยายแก่ได้เงินมา ๑ กากนึก ในวันรุ่งขึ้นเขาจึง นำเงินไปซื้อน้ำอ้อย
มาขายที่ประตูเมืองเมื่อได้ดอกไม้มา เขาก็นำไปขาย ทำอย่างนี้อยู่ไม่นานก็สามารถรวบรวมทรัพย์ได้ถึง ๘ กหาปณะ ต่อมาวันหนึ่งในฤดูฝน ฝนตกหนักพายุ
พัดแรง กิ่งไม้ในพระราชอุทยานหักล้มระเนระนาดเมื่อนายอุทยาน
มาพบเข้า จึงเกิดความกังวลถึงเรื่องการขนย้ายต้นไม้ที่ล้มจำนวนมาก
ออกจากอุทยานเมื่อชายหนุ่มรับปากกับนายอุทยานแล้ว เขาจึงเดินไปยังสนามเด็กเล่นเมื่อชายหนุ่มได้บอกถึงเรื่องที่ต้องการให้ช่วย เหลือเด็กๆ เหล่านั้นจึงมาช่วยขนต้นไม้กิ่งไม้ออกจากอุทยานด้วยความเต็มใจ เขาได้ทร้พย์มา จากการขายกิ่งไม้เหล่านั้น ถึง ๑๖ กหาปณะและยังได้โอ่งน้ำเนื้อดีใบใหญ่ และหม้อไห ต่างๆ มาอีก ๕ ใบ
นิทาน ชาดก – พญาวานรกับจระเข้
ในอดีตกาลนานนับอสงไขยกัป มีวานรโทนตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่
ใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง
เมื่อเจริญวัยเต็มที่ ก็เป็นวานรที่มีร่างกายใหญ่โตกำยำ มีเรี่ยวแรงแข็งขันดังพญาช้างสาร ผิดกว่าวานรตัวใดทั้งสิ้น
แม่น้ำสายที่ไหลผ่านป่าแห่งนี้ เป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่มาก มีเกาะกลางน้ำอยู่เกาะหนึ่ง อุดมด้วยผลไม้นานาชนิด สัตว์บกอื่นใดในป่าไม่อาจข้ามไปกินได้ นอกจากวานรตัวนี้เท่านั้น
ถึงแม้พญาวานรจะมีกำลังมาก แต่ก็ไม่สามารถกระโจน
รวดเดียวไปถึงเกาะได้ จำต้องอาศัยโขดหินแผ่นหนึ่ง
กลางลำน้ำ เป็นที่พักเท้ากระโจนข้ามไปอีกทอดหนึ่ง
ในย่านนี้ มีจระเข้ ๒ ตัวผัวเมีย อาศัยอยู่ใกล้ๆ
เกาะ คอยดักจับสัตว์ที่เผลอมากินน้ำเล่นน้ำ
ตามชายฝั่งเป็นอาหารอยู่เนืองๆ
คราวหนึ่งนางจระเข้เกิดแพ้ท้อง นางเหลือบเห็นพญาวานรกระโจนข้ามแม่น้ำไป ทำให้นึกอยากกินหัวใจวานรขึ้นมาทันที จระเข้สามีรับปากจะจับพญาวานรมาให้ แต่เมื่อเห็นความ
คล่องแคล่วว่องไวของพญาวานรแล้วก็ชักท้อใจ
ในที่สุดพญาจระเข้ก็คิดอุบายได้ ในวันรุ่งขึ้น พญาจระเข้ก็คลานขึ้นไปนอนหมอบนิ่งบน
แผ่นหิน ซึ่งพญาวานรใช้เป็นที่กระโดด
พญาจระเข้หมอบนิ่งไม่กระดุกกระดิก รอคอยเวลาที่เหยื่อจะกลับมาจากหากินในตอนเย็นซุกหัวซุกหางอย่างดีด้วยเกรง ว่าจะเป็นพิรุธให้พญาวานรสังเกตได้
พอตกเย็นพญาวานรเที่ยวเก็บผลไม้บนเกาะกินจนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็มุ่งหน้ากลับที่อยู่ของตน
แต่เมื่อมองดูแผ่นหินที่ตนใช้กระโดด พญาวานรก็รู้สึกผิดสังเกต
พญาวานรต้องการตรวจสอบให้แน่ใจจึงคิดอุบายโดยแสร้งตะโกนด้วยสำเนียงอันคุ้น เคยออกไปว่า
เท่านี้เอง พญาจระเข้ก็หลงกลเพราะความรู้และความช่างสังเกตมีน้อย
หลงคิดว่าพญาวานรกับแผ่นหินนี้ คงเคยพูดเล่นกันทุกวัน
พญาจระเข้หลงเชื่อว่าพญาวานรจะยอมสละชีวิตแก่ตนจริงๆ จึงอ้าปากคอย โดยลืมคิดถึง ธรรมชาติของตนว่า เมื่ออ้าปากตาก็จะปิดสนิท
ทันทีที่พญาจระเข้อ้าปาก พญาวานรก็เผ่นลิ่วลงเหยียบหัวจระเข้อย่าง
เหมาะเจาะ แล้วถีบตัวข้ามต่อไปยังฝั่งตรงข้ามในชั่วพริบตา
เมื่อพญาวานรกระโดดมายังฝั่งตรงข้ามได้แล้ว พญาจระเข้ก็รู้ตัวว่าหลงกลพญาวานร แต่ก็หวนคิดอัศจรรย์ใจว่า
พญาจระเข้ได้คลายความแค้นเคือง กลับนึกรักในน้ำใจพญาวานร แล้วกล่าวสรรเสริญด้วยความจริงใจ จากนั้นพญาจระเข้ ก็กลับสู่ที่อยู่ของตน ส่วนพญาวานรก็เที่ยวหากินอยู่แต่เฉพาะป่านั้น ไม่ข้ามไปที่เกาะกลางน้ำอีกจนตลอดอายุขัย
ในอดีตกาลนานนับอสงไขยกัป มีวานรโทนตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่
ใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง
เมื่อเจริญวัยเต็มที่ ก็เป็นวานรที่มีร่างกายใหญ่โตกำยำ มีเรี่ยวแรงแข็งขันดังพญาช้างสาร ผิดกว่าวานรตัวใดทั้งสิ้น
แม่น้ำสายที่ไหลผ่านป่าแห่งนี้ เป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่มาก มีเกาะกลางน้ำอยู่เกาะหนึ่ง อุดมด้วยผลไม้นานาชนิด สัตว์บกอื่นใดในป่าไม่อาจข้ามไปกินได้ นอกจากวานรตัวนี้เท่านั้น
ถึงแม้พญาวานรจะมีกำลังมาก แต่ก็ไม่สามารถกระโจน
รวดเดียวไปถึงเกาะได้ จำต้องอาศัยโขดหินแผ่นหนึ่ง
กลางลำน้ำ เป็นที่พักเท้ากระโจนข้ามไปอีกทอดหนึ่ง
ในย่านนี้ มีจระเข้ ๒ ตัวผัวเมีย อาศัยอยู่ใกล้ๆ
เกาะ คอยดักจับสัตว์ที่เผลอมากินน้ำเล่นน้ำ
ตามชายฝั่งเป็นอาหารอยู่เนืองๆ
คราวหนึ่งนางจระเข้เกิดแพ้ท้อง นางเหลือบเห็นพญาวานรกระโจนข้ามแม่น้ำไป ทำให้นึกอยากกินหัวใจวานรขึ้นมาทันที จระเข้สามีรับปากจะจับพญาวานรมาให้ แต่เมื่อเห็นความ
คล่องแคล่วว่องไวของพญาวานรแล้วก็ชักท้อใจ
ในที่สุดพญาจระเข้ก็คิดอุบายได้ ในวันรุ่งขึ้น พญาจระเข้ก็คลานขึ้นไปนอนหมอบนิ่งบน
แผ่นหิน ซึ่งพญาวานรใช้เป็นที่กระโดด
พญาจระเข้หมอบนิ่งไม่กระดุกกระดิก รอคอยเวลาที่เหยื่อจะกลับมาจากหากินในตอนเย็นซุกหัวซุกหางอย่างดีด้วยเกรง ว่าจะเป็นพิรุธให้พญาวานรสังเกตได้
พอตกเย็นพญาวานรเที่ยวเก็บผลไม้บนเกาะกินจนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็มุ่งหน้ากลับที่อยู่ของตน
แต่เมื่อมองดูแผ่นหินที่ตนใช้กระโดด พญาวานรก็รู้สึกผิดสังเกต
พญาวานรต้องการตรวจสอบให้แน่ใจจึงคิดอุบายโดยแสร้งตะโกนด้วยสำเนียงอันคุ้น เคยออกไปว่า
เท่านี้เอง พญาจระเข้ก็หลงกลเพราะความรู้และความช่างสังเกตมีน้อย
หลงคิดว่าพญาวานรกับแผ่นหินนี้ คงเคยพูดเล่นกันทุกวัน
พญาจระเข้หลงเชื่อว่าพญาวานรจะยอมสละชีวิตแก่ตนจริงๆ จึงอ้าปากคอย โดยลืมคิดถึง ธรรมชาติของตนว่า เมื่ออ้าปากตาก็จะปิดสนิท
ทันทีที่พญาจระเข้อ้าปาก พญาวานรก็เผ่นลิ่วลงเหยียบหัวจระเข้อย่าง
เหมาะเจาะ แล้วถีบตัวข้ามต่อไปยังฝั่งตรงข้ามในชั่วพริบตา
เมื่อพญาวานรกระโดดมายังฝั่งตรงข้ามได้แล้ว พญาจระเข้ก็รู้ตัวว่าหลงกลพญาวานร แต่ก็หวนคิดอัศจรรย์ใจว่า
พญาจระเข้ได้คลายความแค้นเคือง กลับนึกรักในน้ำใจพญาวานร แล้วกล่าวสรรเสริญด้วยความจริงใจ จากนั้นพญาจระเข้ ก็กลับสู่ที่อยู่ของตน ส่วนพญาวานรก็เที่ยวหากินอยู่แต่เฉพาะป่านั้น ไม่ข้ามไปที่เกาะกลางน้ำอีกจนตลอดอายุขัย
นิทาน ชาดก – กลโกงพ่อค้า
กลโกงพ่อค้า
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตุวัน เมืองสาวัตถีได้ปรารภถึงพ่อค้าโกงผู้หนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานชาดกมาเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าอยู่เมืองพาราณสีมีชื่อว่า บัณฑิต เขาได้เข้าหุ้นทำการค้ากับพ่อค้าคนหนึ่งชื่อว่า อติบัณฑิต วันหนึ่งพ่อค้าทั้งสองชวนกันบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน 500 เล่มไปขายที่ชายแดนแห่งหนึ่ง ได้กำไรกลับมาอย่างงาม เมื่อกลับมาถึงเมืองพาราณสีแล้ว ถึงเวลาแบ่งเงินกัน นายอติบัณฑิตบอกกับเพื่อนว่า
“นี่เพื่อนรัก เราว่าเราควรได้ส่วนแบ่งสองส่วนนะ”
“ทำไมล่ะเพื่อน”
พระโพธิสัตว์ในร่างพ่อค้าบัณฑิตถาม
“ก็เพราะเจ้าชื่อบัณฑิตเฉย ๆ ควรได้ส่วนเดียว ส่วนเราชื่ออติบัณฑิตก็ควรจะได้สองส่วน”
อติบัณฑิตตอบ ทำเอาพระโพธิสัตว์ถึงกับอึ้งไปและบอกว่า
“ทั้งทุนรอน และพาหนะขนของเราสองคนออกเท่าๆ กัน แล้วเวลาแบ่งกันทำไมถึงได้ไม่เท่ากันล่ะ ข้าไม่เข้าใจ”
นายบัณฑิตบอก
“เพื่อความเป็นธรรม เราหาคนกลางมาตัดสินดีกว่า ท่านรุกขเทวดาน่าจะดีที่สุด เราไปหาท่านกันเถอะ”
นายอติบัณฑิตบอกแล้วพานายบัณฑิตไปหารุกขเทวดาที่ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งที่ท้าย หมู่บ้าน ซึ่งนายอติบัณฑิตได้ใช่เล่ย์ให้พ่อของตนเองไปแอบอยู่ในโพรงไม้ใหญ่ปลอมเป็น รุกขเทวดา ทั้งสองคนไปคุกเข่าต่อหน้าต้นไม้แล้วพูดขอให้รุกขเทวดาช่วยตัดสินปัญหาให้
“ท่านรุกขเทวดาโปรดช่วยเราสองคนด้วย เรามีปัญหาแบ่งทรัพย์กันไม่ลงตัว”
ทั้งสองคนเล่าเรื่องให้ฟัง พอเล่าจบก็มีเสียงของรุกขเทวดาเปล่งออกมาจากต้นไม้ใหญ่นั้น
“จากเรื่องที่เล่ามา คนชื่ออติบัณฑิตควรได้ 2 ส่วน คนชื่อบัณฑิตควรได้แค่ 1 ส่วน
นายบัณฑิตนั้นไม่ใช่คนโง่ เขาสังเกตเห็นพิรุธหลายอย่าง จึงคิดพิสูจน์ว่ารุกขเทวดาที่ต้นไม้นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ อาศัยจังหวะที่นายอติบัณฑิตกลับไปแล้ว ย้อมมาที่ต้นไม้อีกครั้งหนึ่ง
“เดี๋ยวเถอะจะได้รู้กันว่าเป็นเทวดาจริงหรือเทวดาปลอมกันแน่”
นายบัณฑิตคิดจะพิสูจน์ จึงไปเก็บฟืน แล้วนำมากองกันไว้โคนต้นไม้ แล้วจุดไฟเผาในโพรงไม้นั้น พ่อของนายอติบัณฑิตซึ่งอยู่ในนั้นสำลักควัน รีบหนีตายออกมาจากโพรงไม้แทบไม่ทัน เนื้อตัวดำสกปรกน่าตลก
“เกือบถูกเผาแล้วสิเรา”
พ่อนายอติบัณฑิตบ่นพึม ก่อนวิ่งหนีไปด้วยความอับอายที่มีคนจับได้
นิทานชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน คนเราต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น อย่าเห็นแก่ได้มากไป จะไม่เป็นผลดีกับตัวเองและคนที่อยู่รอบข้าง
กลโกงพ่อค้า
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตุวัน เมืองสาวัตถีได้ปรารภถึงพ่อค้าโกงผู้หนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานชาดกมาเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าอยู่เมืองพาราณสีมีชื่อว่า บัณฑิต เขาได้เข้าหุ้นทำการค้ากับพ่อค้าคนหนึ่งชื่อว่า อติบัณฑิต วันหนึ่งพ่อค้าทั้งสองชวนกันบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน 500 เล่มไปขายที่ชายแดนแห่งหนึ่ง ได้กำไรกลับมาอย่างงาม เมื่อกลับมาถึงเมืองพาราณสีแล้ว ถึงเวลาแบ่งเงินกัน นายอติบัณฑิตบอกกับเพื่อนว่า
“นี่เพื่อนรัก เราว่าเราควรได้ส่วนแบ่งสองส่วนนะ”
“ทำไมล่ะเพื่อน”
พระโพธิสัตว์ในร่างพ่อค้าบัณฑิตถาม
“ก็เพราะเจ้าชื่อบัณฑิตเฉย ๆ ควรได้ส่วนเดียว ส่วนเราชื่ออติบัณฑิตก็ควรจะได้สองส่วน”
อติบัณฑิตตอบ ทำเอาพระโพธิสัตว์ถึงกับอึ้งไปและบอกว่า
“ทั้งทุนรอน และพาหนะขนของเราสองคนออกเท่าๆ กัน แล้วเวลาแบ่งกันทำไมถึงได้ไม่เท่ากันล่ะ ข้าไม่เข้าใจ”
นายบัณฑิตบอก
“เพื่อความเป็นธรรม เราหาคนกลางมาตัดสินดีกว่า ท่านรุกขเทวดาน่าจะดีที่สุด เราไปหาท่านกันเถอะ”
นายอติบัณฑิตบอกแล้วพานายบัณฑิตไปหารุกขเทวดาที่ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งที่ท้าย หมู่บ้าน ซึ่งนายอติบัณฑิตได้ใช่เล่ย์ให้พ่อของตนเองไปแอบอยู่ในโพรงไม้ใหญ่ปลอมเป็น รุกขเทวดา ทั้งสองคนไปคุกเข่าต่อหน้าต้นไม้แล้วพูดขอให้รุกขเทวดาช่วยตัดสินปัญหาให้
“ท่านรุกขเทวดาโปรดช่วยเราสองคนด้วย เรามีปัญหาแบ่งทรัพย์กันไม่ลงตัว”
ทั้งสองคนเล่าเรื่องให้ฟัง พอเล่าจบก็มีเสียงของรุกขเทวดาเปล่งออกมาจากต้นไม้ใหญ่นั้น
“จากเรื่องที่เล่ามา คนชื่ออติบัณฑิตควรได้ 2 ส่วน คนชื่อบัณฑิตควรได้แค่ 1 ส่วน
นายบัณฑิตนั้นไม่ใช่คนโง่ เขาสังเกตเห็นพิรุธหลายอย่าง จึงคิดพิสูจน์ว่ารุกขเทวดาที่ต้นไม้นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ อาศัยจังหวะที่นายอติบัณฑิตกลับไปแล้ว ย้อมมาที่ต้นไม้อีกครั้งหนึ่ง
“เดี๋ยวเถอะจะได้รู้กันว่าเป็นเทวดาจริงหรือเทวดาปลอมกันแน่”
นายบัณฑิตคิดจะพิสูจน์ จึงไปเก็บฟืน แล้วนำมากองกันไว้โคนต้นไม้ แล้วจุดไฟเผาในโพรงไม้นั้น พ่อของนายอติบัณฑิตซึ่งอยู่ในนั้นสำลักควัน รีบหนีตายออกมาจากโพรงไม้แทบไม่ทัน เนื้อตัวดำสกปรกน่าตลก
“เกือบถูกเผาแล้วสิเรา”
พ่อนายอติบัณฑิตบ่นพึม ก่อนวิ่งหนีไปด้วยความอับอายที่มีคนจับได้
นิทานชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน คนเราต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น อย่าเห็นแก่ได้มากไป จะไม่เป็นผลดีกับตัวเองและคนที่อยู่รอบข้าง
นิทาน ชาดก – ยอดหญิงกตัญญู
สาเหตุที่ตรัสชาดก :: …..สมัยพุทธกาล ณ แคว้นโกศล มีโจรกลุ่มหนึ่งปล้นสะดมชาวบ้านแล้วหนีไป ชาวบ้านจึงพากันหาโจรจนมาถึงหมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง พบชาย ๓ คนกำลังไถนาอยู่ จึงคิดว่าเป็นโจรปลอมเป็นชาวนา จึงจับกุมทุบตีแล้วคุมตัวมาถวายพระเจ้าโกศล …..ต่อมา ได้มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง เดินร้องให้รำพันรอบๆ พระราชวัง ขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่ม ความทราบถึงพระเจ้าโกศล พระองค์มีรับสั่งให้นำผ้าสาฎกไปมอบให้แก่นาง แต่นางกลับยิ่งร้องไห้หนักขึ้นและกล่าว “ขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่ม คือสามี” …..ราชบุรุษจึงนำนางไปเข้าเฝ้า พระเจ้าโกศลได้ทรงซักถาม นางจึงว่า “สามีชื่อว่าเครื่องนุ่งห่มของหญิง เมื่อไม่มีสามี แม้จะนุ่งห่มผ้าราคาตั้ง ๑,๐๐๐ กษาปณ์ ก็ชื่อว่าหญิงเปลือยอยู่นั่นเอง แม่น้ำไม่มีน้ำ ชื่อว่าเปลือย แว่นแคว้นไม่มีราชา ชื่อว่าเปลือย หญิงปราศจากสามี ถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ก็ชื่อว่าเปลือย” …..พระเจ้าโกศลเกิดเลื่อมใสจึงตรัสคืนชายหนึ่งคนให้ นางจึงขอพี่ชายและให้เหตุผลว่า ถ้ายังมีชีวิตย่อมหาสามีใหม่และมีบุตรใหม่ได้ แต่บิดามารดาได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ไม่อาจจะมีพี่ชายได้อีก พระเจ้าโกศลเห็นความฉลาดของนางจึงโปรดไว้ชีวิตชายทั้งสาม …..เรื่องดังกล่าวเลื่องลือแม้กระทั่งในหมู่ภิกษุ ความทราบถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงระลึกชาติหนหลังด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสเล่า อุจฉังคชาดก ——————————————– :: ข้อคิดจากชาดก :: ๑. ผู้ที่มีหน้าที่ปราบปราม นำคนผิดมาลงโทษ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าจับคนด้วยเพียงการคาดคะเน เพราะการลงโทษคนบริสุทธิ์เป็นบาปอย่างยิ่ง การปล่อยคนผิดไป ๑๐๐ คน ยังดีกว่าการลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว …..๒. คนเราควรหาโอกาส “ตอบแทนคุณ” ของผู้ที่มีพระคุณต่อเราอยู่เสมอ …..๓. ผู้ที่รู้บุญคุณและตอบแทนบุญคุณ ย่อมไม่ถึงความตกต่ำอย่างแน่นอน …..๔. ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรม แม้ความตายมาถึงตัว ก็มีสติตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว สามารถเผชิญความตายโดยอาจหาญ ย่อมเป็นผู้ที่ “ประสบสุขได้แม้ในยามทุกข์” …..๕. พี่น้องกันนั้น “ฆ่ากันไม่ตาย ขายกันไม่หมด” แม้จะมีเรื่องผิดใจกันอย่างไร แต่เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน ย่อมพึ่งพากันได้
สาเหตุที่ตรัสชาดก :: …..สมัยพุทธกาล ณ แคว้นโกศล มีโจรกลุ่มหนึ่งปล้นสะดมชาวบ้านแล้วหนีไป ชาวบ้านจึงพากันหาโจรจนมาถึงหมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง พบชาย ๓ คนกำลังไถนาอยู่ จึงคิดว่าเป็นโจรปลอมเป็นชาวนา จึงจับกุมทุบตีแล้วคุมตัวมาถวายพระเจ้าโกศล …..ต่อมา ได้มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง เดินร้องให้รำพันรอบๆ พระราชวัง ขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่ม ความทราบถึงพระเจ้าโกศล พระองค์มีรับสั่งให้นำผ้าสาฎกไปมอบให้แก่นาง แต่นางกลับยิ่งร้องไห้หนักขึ้นและกล่าว “ขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่ม คือสามี” …..ราชบุรุษจึงนำนางไปเข้าเฝ้า พระเจ้าโกศลได้ทรงซักถาม นางจึงว่า “สามีชื่อว่าเครื่องนุ่งห่มของหญิง เมื่อไม่มีสามี แม้จะนุ่งห่มผ้าราคาตั้ง ๑,๐๐๐ กษาปณ์ ก็ชื่อว่าหญิงเปลือยอยู่นั่นเอง แม่น้ำไม่มีน้ำ ชื่อว่าเปลือย แว่นแคว้นไม่มีราชา ชื่อว่าเปลือย หญิงปราศจากสามี ถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ก็ชื่อว่าเปลือย” …..พระเจ้าโกศลเกิดเลื่อมใสจึงตรัสคืนชายหนึ่งคนให้ นางจึงขอพี่ชายและให้เหตุผลว่า ถ้ายังมีชีวิตย่อมหาสามีใหม่และมีบุตรใหม่ได้ แต่บิดามารดาได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ไม่อาจจะมีพี่ชายได้อีก พระเจ้าโกศลเห็นความฉลาดของนางจึงโปรดไว้ชีวิตชายทั้งสาม …..เรื่องดังกล่าวเลื่องลือแม้กระทั่งในหมู่ภิกษุ ความทราบถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงระลึกชาติหนหลังด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสเล่า อุจฉังคชาดก ——————————————– :: ข้อคิดจากชาดก :: ๑. ผู้ที่มีหน้าที่ปราบปราม นำคนผิดมาลงโทษ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าจับคนด้วยเพียงการคาดคะเน เพราะการลงโทษคนบริสุทธิ์เป็นบาปอย่างยิ่ง การปล่อยคนผิดไป ๑๐๐ คน ยังดีกว่าการลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว …..๒. คนเราควรหาโอกาส “ตอบแทนคุณ” ของผู้ที่มีพระคุณต่อเราอยู่เสมอ …..๓. ผู้ที่รู้บุญคุณและตอบแทนบุญคุณ ย่อมไม่ถึงความตกต่ำอย่างแน่นอน …..๔. ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรม แม้ความตายมาถึงตัว ก็มีสติตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว สามารถเผชิญความตายโดยอาจหาญ ย่อมเป็นผู้ที่ “ประสบสุขได้แม้ในยามทุกข์” …..๕. พี่น้องกันนั้น “ฆ่ากันไม่ตาย ขายกันไม่หมด” แม้จะมีเรื่องผิดใจกันอย่างไร แต่เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน ย่อมพึ่งพากันได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)